ชาวบ้านเริ่มสงสารหนุ่มชาวจีน หลังพาตนเองกับพ่อมาปักหลักที่บ้านพี่สาวภรรยาใน จ.เชียงใหม่ 3 วัน 3 คืนแล้ว เพื่อขอพบลูกชาย หลังจากทะเลาะกับภรรยา จนฝ่ายหญิงหอบลูกหนีจากบ้าน
จากกรณี นายเจียง เชา อายุ 31 ปี ชาวจีน นักธุรกิจค้าส่งผลไม้จากไทยส่งออกไปจีน ได้พาพ่อของตนเองวัย 61 ปี ที่เดินทางมาประเทศจีน ไปเกาะประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านพี่สาวของอดีตภรรยา ริมถนนโชตนา ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อขอเข้าพบ น้องเจคอป ลูกชายวัย 4 ขวบ ที่อดีตภรรยาคนไทยพาออกมาจากบ้านจัดสรรย่าน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ หลังจากทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง เมื่อราว 20 วันก่อน
ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า นายเจียง พร้อมกับพ่อยังปักหลักเฝ้าอยู่หน้าบ้านหลังดังกล่าวมา 3 วัน 3 คืนแล้ว และชาวบ้านรู้สึกสงสารเป็นอย่างมาก
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปติดตามความคืบหน้า โดยได้พบกับ นายโชติวิทย์ ชนะรัตน์กิติกุล (ล่าม) พาผู้สื่อข่าวไปดูนายเจียง และพ่อของเขาที่กำลังนอนหลับขณะรอพบหลานบนเตียงพับที่ประตูหน้าบ้าน โดยผู้เป็นปู่เริ่มไม่สบาย
...
นายเจียง กล่าวผ่านล่ามว่า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า ภรรยาและลูกอาจจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเรียบร้อยแล้ว ด้วยการเดินทางออกไปทางประตูหลังบ้าน แต่ตนยึดมั่นในสิทธิ์ความเป็นพ่อ พ่อจะต้องอยู่กับลูก ไม่เจอลูกก็จะไม่ยอมกลับ เพราะเขาคิดถึงลูกมากๆ ลูกออกจากบ้านรวมเวลา 20 วันแล้ว ใครจะยอมทนอีกได้ เดิมทีตนได้ยื่นข้อเสนอให้ภรรยา ขอพบลูกวันละ 2-3 ชม. และขอวิดีโอคอลหาลูกได้ตามปกติ ถ้าหากภรรยาไม่ไว้ใจกลัวพาลูกหนี ก็ให้เซ็นสัญญาวางพาสปอร์ตประกันไว้แล้วเชิญตำรวจมาเป็นพยาน
แต่ตอนนี้ตนบอกว่าไม่ให้เจอ 2-3 ชั่วโมงก็ได้ วันละ 30 นาทีก็ยังดี เงื่อนไขอื่นยังเหมือนเดิม ตนคิดถึงลูกมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ที่น่าสงสารสุดคือปู่ คิดถึงหลาน พักผ่อนน้อย น้ำหนักลดลง จนโรคเครียดลงกระเพาะ ตนยังได้พูดอีกว่าสงสารลูก ไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นเวลา 20 กว่าวันแล้ว ไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน ปกติวิดีโอคอลกับพ่อและปู่เป็นประจำ ทำให้ลูกสื่อสารภาษาจีนกับตนได้ระดับดีมาก แต่ตอนนี้ไม่ได้ติดต่อเป็นเวลานานก็กลัวว่าภาษาจีนจะลืมเลือนไป
ตนยังขอร้องให้พี่สาวของภรรยา ซึ่งไม่ใช่คนในครอบครัวว่า ไม่ให้ยุ่งเรื่องของครอบครัวเขา แต่พี่สาวก็ไม่ยอมฟัง และตนยังแสดงหลักฐาน ทะเบียนสมรส ใบสูติบัตรของลูก และรายการเดินบัญชีที่ตนได้โอนให้ภรรยาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประมาณเดือนละราว 1 แสนบาท เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรและภรรยาอีกด้วย จึงขอวิงวอนให้สื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียง และหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือไกล่เกลี่ย ให้ภรรยายอมเจรจาและทำตามข้อเสนอดังกล่าว เพื่อความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
นายเจียง ยังฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าสามีภรรยาจะมีปัญหาที่ไม่สามารถเคลียร์กันได้ ก็จบกันที่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล แต่ผู้เป็นแม่ไม่ควรกีดกันผู้เป็นพ่อไม่ให้พบเจอลูกเช่นนี้ สุดท้ายผู้ที่น่าเห็นใจและสงสารที่สุดก็คือลูก ใจเขาใจเรา ช่วยแยกแยะด้วย
นอกจากนี้ นายเจียงยังยืนยันที่จะยังปักหลักนอนค้างแรมในเต็นท์ จนกว่าจะได้พบลูก กลางคืนจะนอนในเต็นท์ กลางวันก็จะนอนในเต็นท์ แล้วไปนอนในรถเป็นบางครั้ง และก็ยังนั่งรอพบลูกชายอยู่หน้าบ้านพร้อมกับพ่อ โดยได้เตรียมเสบียงอาหารมาพร้อม แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้เจอลูกชายเมื่อไร หากยังไม่เจอลูก ตนก็จะยังไม่กลับบ้าน
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นางอ้อย อายุ 45 ปี ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาที่หน้าบ้านจุดที่นายเจียงและพ่ออยู่ กล่าวว่า ตนเห็นสองพ่อลูกมายืนรอและนั่งรอที่หน้าบ้านหลังดังกล่าวได้ 2-3 วัน จึงเข้าไปสอบถาม แต่เขาพูดไทยไม่ค่อยได้ จนมีล่ามมาช่วยแปลให้ว่าเขามาตามหาลูกชาย ก็รู้สึกสงสาร เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทะเลาะกันแต่ไม่น่าเอาเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สำหรับ นายเจียง แต่งงานกับภรรยาชาวไทยวัย 41 ปี ที่ประเทศจีน และจดทะเบียนสมรสกันที่สถานทูตไทยในเมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน ต่อมาได้ย้ายมาอยู่เชียงใหม่และได้ไปซื้อบ้านจัดสรรอยู่ที่ย่าน ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายเจียงกับภรรยาทะเลาะมีปากเสียงกัน ฝ่ายหญิงจึงพาลูกชายหนีออกจากบ้านมาอยู่กับพี่สาวที่บ้านหลังดังกล่าว นายเจียงจึงได้มาปักหลักรออยู่ที่หน้าบ้านพักได้ 3 วัน 3 คืนแล้ว
...