ชีวิตสุดรันทด "ป้าสุ" หญิงพิการขาขาดวัย 58 เข็นรถขายส้มตำ "อดมื้อ-กินมื้อ" ซ้ำร้ายเจอพิษโควิดฯ ขายของไม่ได้ ค้างค่าเช่าห้องนานกว่า 3 เดือน สารพัดโรครุมเร้า ไร้เงินหาหมอ-ซื้อข้าวกิน แต่ยังคิดบวกขอสู้ทำกิน ไม่คิดท้อถอยแบมือรอความช่วยเหลือ เผยคำพูดทำน้ำตาซึม "ขอแค่มีคนอุดหนุนบ้างก็พอแล้ว"  

จากกรณีทางโซเชียลมีเดีย ได้มีการแชร์เรื่องราวของคุณป้าแม่ค้าขายส้มตำรายหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ภายในซอย 3 ถนนระแกง ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่กำลังประสบปัญหาความเป็นอยู่ ขาดแคลนรายได้และทุนทรัพย์ในการดำรงชีวิต โดยทุกวันต้องอาศัยเข็นรถเข็นจากที่พัก เพื่อไปขายส้มตำบริเวณถนนย่านประตูเชียงใหม่ เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แต่ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้ตอนนี้ไม่สามารถขายของได้ จากที่แต่เดิมเคยขายได้เพียงประทังชีวิต แต่ช่วงหลังที่ผ่านมาแทบขายไม่ได้เลย จนตอนนี้ทำให้ไม่มีเงินพอจ่ายค่าที่พักและซื้อข้าวกิน ประกอบกับมีโรคประจำตัวที่ต้องรักษา แต่ไม่มีเงินจะไปหาหมอหรือซื้อยากิน 

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบคุณป้ารายนี้ ทราบชื่อคือ นางสุรางคนา จันทร์เยี่ยม หรือ "ป้าสุ" อายุ 59 ปี อาศัยอยู่ในห้องเช่าแคบๆ สภาพเสื่อมโทรม ซึ่งป้าสุเป็นคนพิการขาขาด เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ 8-9 ปีมาแล้ว ทุกวันนี้ประกอบอาชีพขายส้มตำ ต้องตื่นแต่เช้าเข็นรถเข็นจากห้องพักไปขายที่บริเวณตลาดประตูเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักประมาณ 2-3 กิโลเมตรทุกวัน เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แต่บางวันก็ขายแทบไม่ได้ จนต้องกินข้าวคลุกน้ำปลาประทังชีวิต

...

โดย ป้าสุ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ป้าประสบอุบัติเหตุทางถนน ถูกรถชนต้องตัดขาขาซ้ายทิ้ง ทำให้กลายเป็นคนพิการ ทุกวันนี้ต้องใส่ขาเทียม เดิมทีป้าเป็นคน จ.พิษณุโลก มาอยู่เชียงใหม่ได้ประมาณ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันก็อาศัยอยู่เพียงลำพังคนเดียว ในห้องเช่าแคบๆ แห่งนี้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีลูกค้าสาวรายหนึ่งมาซื้อส้มตำที่หน้าห้องเช่าป้า สังเกตเห็นป้าอาศัยอยู่ภายในห้องเช่าแคบๆ โทรมๆ ก็ตกใจกับสภาพ จึงนำภาพไปโพสต์เผยแพร่ทางโซเชียล แต่ป้าก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะไม่เคยติดตามข่าวในโซเชียลเลย 

ป้าสุ เล่าต่อว่า ป้าอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนขายส้มตำพอได้บ้าง วันละประมาณ 200-300 บาท เพียงพอจ่ายค่าเช่าห้องและประทังชีวิต แต่หลังจากโควิดฯระบาด ก็ได้รับผลกระทบ จากเดิมที่พอขายได้บ้าง ตอนนี้กลับกลายเป็นขายแทบไม่ได้เลย บางวันขายส้มตำได้ 2 ครก ก็ดีใจแล้ว เพราะอย่างน้อยก็ยังพอได้เงินซื้อข้าวกิน แต่บางวันขายไม่ได้ก็แย่หน่อย แต่ก็ต้องทนทำไป เพราะไม่อยากไปแบมือขอเงินใคร อีกอย่างป้าก็ยังพอมีแรงสู้ ก็ทำไปคิดเสียว่าเป็นการออกกำลังกาย โดยทุกเช้าป้ายังคงเข็นรถไปขายส้มตำที่หน้าประตูเชียงใหม่เหมือนเดิม แต่ก็อยากให้มีลูกค้ามาอุดหนุนบ้าง ถือเป็นการช่วยเหลือป้า ซึ่งป้ายืนยันว่าอาหารที่ทำมีความสะอาด วัสดุและของที่นำมาปรุงก็ไม่สกปรก เพราะเวลาตนทำไม่เคยเอามือไปสัมผัสโดยตรง มีการใส่ถุงมือและทำความสะอาดล้างก่อนตลอด ป้าจะเข็นไปขายทุกวันตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง ถ้าขายดีหน่อยก็ถึงบ่าย เพราะต้องเก็บของเข็นรถกลับเอง

"สิ่งที่ป้ากำลังเดือดร้อนต้อนนี้คือเรื่องเงิน ขณะนี้ค้างค่าเช่าห้องมา 3 เดือนกว่าแล้ว รวมเป็นเงินกว่า 6,000 บาท แต่ทางเจ้าของก็เห็นใจ เนื่องจากเห็นสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้บังคับหรือทวงเลย แต่ถ้าป้ามีก็จะเอาให้ หรือวันไหนขายของมาได้ก็เก็บรวบรวมไว้ทยอยจ่ายให้กับเขา ที่ผ่านมาป้าก็เคยโทรติดต่อไปขอความช่วยเหลือ กับทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือมอบสิ่งของให้ แล้วก็ขาดการติดต่อไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออีก ประกอบกับตอนนี้ตนก็มีโรคประจำตัวหลายโรค ไม่มีเงินไปหาหมอ เพราะไปแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่าย ซึ่งทุกวันนี้ก็แทบไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวกิน" ป้าสุ เล่าถึงความลำบากให้ฟัง

นอกจากนี้ ป้าสุ ยังฝากถึงคนที่กำลังลำบากท้อแท้กับชีวิตว่า "อยากให้มีกำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรค เพราะรู้ว่าทุกคนก็ต้องสู้ชีวิตอย่างป้า ถ้าไม่สู้มัวแต่แบมือของเงินคนอื่นยังไงก็ไปไม่รอด นอกจากเราจะต้องออกแรงและช่วยเหลือตัวมากน้อยก็ยังดี ขอให้เราออกแรงไปเหมือนออกกำลังกาย ได้หรือไม่ก็ไม่เป็นไรในเมื่อเราลองสู้แล้ว แต่ให้มาแบมือขอเงินคนอื่นเหมือนขอทานคงทำไม่ได้ เพราะใครๆ ก็ลำบากเหมือนกันหมด ป้าจึงไม่คิดท้อถอย แม้ว่าจะป่วยมีโรคประจำตัวสารพัดโรค แต่ก็ยังทำงานหาเงินช่วยตัวเอง แค่อยากให้มองเห็นความลำบากตรงนี้ และอยากให้มีคนเห็นใจบ้าง เมื่อเห็นป้าไปขายของ ก็อยากให้มีคนมาช่วยอุดหนุนบ้างก็พอแล้ว"