พบแล้ว นักเรียนหญิง ม.4 หายตัวจากโรงเรียนในพิษณุโลก พบกระเป๋าโผล่ที่แม่น้ำบางปะกง ล่าสุด พ่อ-แม่ สามารถติดต่อลูกสาวได้แล้ว คาดเหตุเกิดจากน้อยใจที่ตัวเองสอบติด ร.ร.ช่างฝีมือทหาร แต่พ่อต้องการวางแผนให้เรียนจบ ม.6 จบปริญญาตรีแล้วเข้าเป็นทหาร ตำรวจ ส่วนชายที่ขี่บิ๊กไบค์มารับเป็นเพื่อนกัน ได้รับการร้องขอให้ไปส่ง ไม่มีเจตนาร้าย

จากกรณีกู้ภัยพบกระเป๋านักเรียนตกริมสะพานบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเปิดดูมีชุดนักเรียนและสิ่งของต่างๆ ภายในกระเป๋า รวมถึงมีโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยนั้น พบว่ามีเอกสารที่มีชื่อของนักเรียนหญิงระบุว่าเป็นของนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ซึ่งพ่อแม่เด็กหญิงคนดังกล่าวกำลังทุกข์ใจติดตามหาลูกสาวที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา และไม่ทราบว่ากระเป๋านักเรียนมาปรากฏที่แม่น้ำบางปะกงได้อย่างไร อีกทั้งยังไม่ทราบชะตากรรมของเด็กหญิงสาวรายนี้ โดยในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ต่อเรื่องราว เพื่อติดตามหาตัวเกรงว่าจะได้รับอันตรายใดๆ หรือไม่

ล่าสุดวันนี้ 19 ส.ค. ผู้สี่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงเรียนนครไทย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ที่ถูกระบุว่าเด็กนักเรียนหญิง คือ นางสาวปทิตตา แก้วกองทรัพย์ อายุ 16 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนๆ จับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเช้าวันนี้ทางผู้บริหารโรงเรียนนำโดย จ.ส.อ.ประมวล วันมี ผอ.โรงเรียนนครไทย ได้เรียกประชุมคณะครูอาจารย์ที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนจะเดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 อีกครั้ง ขณะที่ น.ส.เทียมใจ อำไพวรรณ รอง ผอ.โรงเรียนนครไทย กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงที่เด็กนักเรียนหญิงของโรงเรียนหายตัวออกจากโรงเรียนช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 18 ส.ค.

...

นางสาวปทิตตา เป็นเด็กกิจกรรม เป็นเด็กดี เด็กเรียนเก่ง มารยาทเรียบร้อย ชอบการรำไทยเป็นอย่างมาก จากการสอบถามทราบว่าในช่วงเช้าเด็กนักเรียนหญิงรายนี้มีกิจกรรมรำไทยที่วัดบ้านพร้าว ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย เดินทางกลับมาด้วยรถตู้ของโรงเรียนตามปกติ แต่มีชายวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มารอรับหน้าโรงเรียน ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ทั้งหมด หลังเกิดเรื่องผู้ปกครองได้มาติดตามที่โรงเรียน ก่อนจะเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.นครไทย นอกจากนี้หลังเกิดเรื่องทางโรงเรียนได้หามาตรการป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาภายในโรงเรียนอย่างเคร่งครัดต่อไป

ต่อมาที่ สภ.นครไทย ว่าที่ ร.อ.นราศักดิ์ แก้วกรองทรัพย์ อายุ 47 ปี ครูชำนาญการ โรงเรียนชาติตระการวิทยา บิดาของ นางสาวปทิตตา แก้วกองทรัพย์ พร้อมภรรยา ได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.อ.ธรธวัช แจ่มอุดมโชต ผกก.สภ.นครไทย เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมและเปิดเผยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุลูกสาวอาจจะน้อยใจพ่อกับแม่จากเรื่องวางแผนการเรียนในอนาคต ซึ่งลูกสาวสอบติดโรงเรียนช่างฝีมือทหาร (ภาคสมทบ) เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นทหาร แต่ทางครอบครัวไม่เห็นด้วยอยากจะให้เรียนจบระดับ ม.6 และระดับปริญญาตรีตามลำดับ แล้วจึงให้ไปสอบข้าราชการทหารหรือตำรวจ เพราะอาชีพจะมั่นคงมากกว่า ทำให้ลูกสาวอาจไม่เข้าใจและน้อยใจคิดว่าพ่อแม่บังคับให้เรียน จึงเกิดภาวะความเครียดหนีออกจากบ้านไปหาเพื่อนที่ กทม. ล่าสุดนั้นได้มีการติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์แล้วว่าปลอดภัยดี ขณะนี้พักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักแห่งหนึ่งย่านรัชดาฯ และขอพักผ่อนให้สบายอีกสัก 2 วัน จึงจะเดินทางกลับบ้านที่ จ.พิษณุโลก

ส่วนฝ่ายชายที่ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มารับนั้นทราบว่าเป็นเพื่อนที่เรียนอยู่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ไม่มีเจตนาไม่ดี แต่ทางฝ่ายลูกสาวโทรไปขอร้องให้มารับพาไปส่งที่สถานีรถไฟพิษณุโลก แต่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนกลัวจะเป็นอันตรายและมีเงินติดตัวเพียง 500 บาท จึงอาสาขี่รถจักรยานยนต์พาไปส่งที่ กทม. ส่วนประเด็นกระเป๋านักเรียนที่พบในแม่น้ำปางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ลูกสาวบอกว่าร่วงตกระหว่างทางจนมีคนไปพบแล้วเก็บไปค้นหาทรัพย์สิน แต่ไม่มีทรัพย์สินมีค่าใดๆ จึงนำไปโยนทิ้งแม่น้ำปางปะกงในที่สุด

ด้าน พ.ต.อ.ธรธวัช แจ่มอุดมโชต ผกก.สภ.นครไทย กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทางผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจเป็นพิเศษ ตนจึงสั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวพร้อมกับประสานตำรวจพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา จนพบภาพผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิด กระทั่งมีการติดต่อพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ว่าพบตัวเด็กนักเรียนหญิงปลอดภัยดี ทางครอบครัวของผู้เสียหายได้ให้ชายวัยรุ่นอยู่เป็นเพื่อนก่อนเพื่อรอครอบครัวไปรับกลับบ้าน หรือถ้าสบายใจแล้วจะเดินทางกลับเองก็ได้ ส่วนในเรื่องของคดีความนั้นขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ กับชายหนุ่มที่พาไป แต่จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่ามีเจตนาที่ดีหรือไม่ที่นำตัวเด็กนักเรียนหญิงสาวไปด้วย ทั้งนี้ทางครอบครัวก็รู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อติดต่อลูกสาวได้เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยดี ไม่ใช่เป็นคดีฆาตกรรมทิ้งน้ำแต่อย่างใด.