ชาวแพร่เกือบ 300 คน บุกศาลากลางจังหวัด จี้ถามผวจ. เป็นคนเซ็นอนุมัติ รื้ออาคารเก่าแก่ บอมเบย์เบอร์มาในทีโออาร์ก็มีระบุค่ารื้อถอน ค่าอุปกรณ์ แล้วยังมาอ้างไม่รู้ ขณะส.ส.ห่วงไม้เก่าที่รื้อมากอง ไม่มีการทำบันทึก เกรงว่าจะหาย
จากกรณีการทุบทำลายทิ้งอาคารเก่า ที่ทำการ ของบริษัท บอมเบย์เบอร์มา ในยุคการสัมปทานไม้ในจังหวัดแพร่เมื่อ 131 ปีก่อน จนเหลือแต่ซาก โดยไม่มีการบอกกล่าวหรือสอบถามประชาชนในพื้นที่ จนชาวแพร่มาพบจึงรวมตัวเรียกร้องขอทราบรายละเอียด ว่าทำไมถึงต้องรื้อทำลายทั้งหมด ทั้งๆ ที่ป้ายโครงการเป็นการปรับปรุงซ่อมแซม ซึ่งทางจังหวัดตอบไม่ได้ และมีการนัดหมายชี้แจงกันในวันที่ 19 มิถุนายน 2563 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมศาลากลางชั้น 2
เมื่อถึงเวลา ปรากฏว่า มีประชาชนชาวแพร่ เกือบ 300 คน ได้เดินทางมายังศาลากลาง บางคนถือป้ายข้อความมาด้วย ทำให้ในที่ประชุม ที่จุคนได้ 200 คน ล้นออกมายืนเบียดเสียดกันตามข้างห้องเพื่อรับฟังคำชี้แจงพร้อมกับสื่อมวลชนทุกแขนง
นายเอกชัย วงศ์วรกุล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวเริ่มการเปิดประชุม ว่า วันนี้พี่น้องชาวแพร่ได้มาขอความชัดเจนในการรื้อถอนและโครงการต่างๆ ที่เป็นประเด็น หวังว่าทางจังหวัดและผู้รับผิดชอบน่าจะมีคำตอบให้พี่น้องชาวแพร่
...
จากนั้นมีตัวแทนชาวแพร่ได้พูดเกริ่นนำในเรื่องประวัติความเป็นมาของเมืองแพร่ และนางกานต์เปรมปรีย์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ยืนขึ้นกล่าว ขณะกำลังจะชี้แจง ได้มีชาวบ้านได้ขอร้องให้ผู้ว่าฯ ขึ้นไปด้านบน เพราะไม่เห็นหน้า ผู้ว่าฯ ได้ขึ้นไปพูด กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นคนเซ็นอนุมัติโครงการจริง แต่ไม่ได้ให้รื้อ ให้ทำการปรับปรุงซ่อมแซม แต่ไปรื้อ และสัญญาว่าจะเร่งฟื้นฟูให้เหมือนเดิมขอให้ชาวแพร่สบายใจ
ขณะที่ชาวบ้านได้ยกมือทักท้วง โดยนำเอกสารการทำทีโออาร์ มาใช้สอบถามหลายข้อ เช่นผู้ว่าฯ ยืนยันว่าไม่ได้ให้รื้อ แต่ในทีโออาร์นั้นมีอยู่ชัดเจนว่า มีค่ารื้อถอน ไม่ว่าจะเป็นเสา 8 ต้น ผนัง คอนกรีต ก็คือเท่ากับรื้อทั้งหลัง แล้วท่านผู้ว่าฯ ไม่อ่านในทีโออาร์ก่อนจะอนุมัติหรือ อีกทั้งในทีโออาร์ที่ทำก่อนการอนุมัติมีหลายข้อส่อทุจริต เช่นการใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด มีราคาชัดเจน แต่การชี้แจงกลับบอกว่าจะใช้ของเก่าทั้งหมด ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถตอบคำถามได้
จนกระทั่งมีการโยนไปให้นายอิศเรศ สิทธิโรจนกุล ผอ.สำนักพื้นที่อนุรักษ์13 จังหวัดแพร่ ขึ้นตอบข้อซักถามและชี้แจง โดยทาง ผอ.13 เผยว่าได้ชี้แจงไปแล้วและวันนี้จะให้ทางผู้รับเหมาออกมาชี้แจงกับพี่น้องชาวแพร่
ต่อมา นายต่อศักดิ์ ลาภมาก ตัวแทนบริษัทแพร่โกสินก่อสร้าง ได้ขึ้นชี้แจง แต่ก็คลุมเครือ ชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมต่างทักท้วงและขอให้ตอบชัดเจน ว่าใครเป็นคนจ้างให้ทุบ นายต่อศักดิ์ จึงเอาเอกสารสัญญาจ้างมาอ่าน สัญญาทำวันที่ 29 พ.ค.63 โดยทำสัญญากับนายอิศเรศ สิทธิโรจนกุล ผอ.สำนักพื้นที่อนุรักษ์ 13 สัญญาจ้าง การรื้อและก่อสร้าง 180 วัน ในวงเงิน 4,560,000 บาท
จากนั้นได้มีนางพรรณี แสงสันต์ ในฐานะชาวแพร่ สอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ว่า การขออนุมัติการใช้เงินของกลุ่มจังหวัด โดยเฉพาะในเรื่องนี้ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีข้อผิดสังเกตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติโครงการ ผู้นำเสนอโครงการ โดยทางการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นคนลงนาม แต่ในข้อเท็จจริง โครงการนี้ออกมาก่อนที่ผู้บริหารการท่องเที่ยวและกีฬาจะมารับหน้าที่ แต่ทำไมถึงมีชื่อในโครงการ เรื่องนี้ต้องตอบให้ได้
อีกทั้งในการนำเสนองบประมาณต่อกรรมาธิการงบประมาณในรายละเอียดของการใช้งบประมาณในขณะนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และในทีโออาร์นั้นชัดเจน คือ แบบแปลนงานสถาปัตยกรรมมีงบซื้อหลังคา เชิงชาย เพดานปูพื้น ผนัง ประตู เสาคาน ราวบันได แสดงว่าตั้งใจรื้อ แล้วซื้อใหม่ทั้งหมดแล้วไม้เก่าจะเอาไปที่ไหน นั่นแสดงว่าไม้เก่าจะไม่ใช้เลย แต่พอมีเรื่องกลับมาบอกว่าจะใช้ของเก่า
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผู้ว่าฯ ขึ้นชี้แจงแล้ว ไม่มีการชี้แจงในรายละเอียดที่ชาวบ้านสอบถาม ยืนยันอย่างเดียวว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องชาวแพร่ และจะเร่งให้การฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนที่สุด
...
ทางด้านนายเอกการ ซื้อทรงธรรม ส.ส.จังหวัดแพร่ เผยว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า การรื้อถอนอาคารครั้งนี้ มีการรื้อเอาไม้มากองไว้โดยไร้ระเบียบ ไม่มีการลงบันทึกจำนวนและทำหมายเลขไว้ มันก็ไม่ถูกต้อง อีกทั้งวันนี้ได้รับการร้องเรียนว่า ไม้ที่เอามากองไว้มันหายไปบางส่วน และเมื่อมีข่าวออกไปก็มีการนำเอากล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้ เรื่องนี้ตนจะติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการจัดทำงบประมาณต่างๆ ด้วย
ขณะที่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.แพร่ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ตอนนี้ตนได้ประสานให้ทางผู้การตำรวจเมืองแพร่ ออกติดตามการลักลอบเอาไม้จากการที่รื้อออกไปขาย ว่าเส้นทางในการนำออกไป ใครเป็นคนสั่งการและนำไปขายให้ใคร ส่วนเรื่องการทำงบประมาณและการจัดทำโครงการต่างๆ ขอยืนยันว่าทำไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนเพราะเอกสารการว่าจ้าง แม้แต่โครงการที่จัดทำขึ้นมาก็เร่งด่วน เพราะคนเซ็นบางคนเพิ่งย้ายมาแต่มีชื่อเป็นเจ้าของโครงการได้ยังไง นอกจากนั้น ยังจะต้องสอบย้อนไปตั้งแต่ผู้ว่าราชการไปนำเสนอต่อกรรมาธิการงบประมาณ ทั้งหมดเป็นการหลอกลวงฉ้อฉลหรือไม่