เกษตรกรที่จ.แพร่ เริ่มทำนาข้าวยุคใหม่ เปลี่ยนมาใช้การทำนาหว่านแห้ง แทนการทำนาดำ เพื่อลดต้นทุน รอฝนตกเมล็ดข้าวที่หว่านรอฝนก็จะงอก แต่ต้องแลกกับการสู้นกที่จะมาจิกกินข้าว ด้วยหุ่นไล่กาดั้งเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกร จ.แพร่ เริ่มทำนากันแล้ว แต่มีเกษตรกรบางคนปรับเปลี่ยนแนวอาชีพการทำนา มาใช้การทำนาหว่านแห้ง แทนการทำนาดำ เป็นการลดต้นทุนการทำนา รอฝนตกเมล็ดข้าวที่หว่านรอฝนก็จะงอก แต่ไม่ง่ายเลย เพราะต้องต่อสู้กับนกที่จะมาจิกกินข้าว ชาวนาจึงต้องสู้ด้วยหุ่นไล่กา ที่สร้างเอง ซึ่งปัญหาฝูงนกจิกกินเมล็ดข้าวที่หว่านรอฝน นี่เอง จึงมีภาพมุมชีวิตการทำหุ่นไล่กาเพื่อไล่นก จากแนวการทำนาแบบใหม่ "นาหว่านแห้ง หรือนาไล่นก"
นางสุจิตร มณีกาศ อายุ 52 ปี ชาวบ้าน ม.1 ต.บ้านกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ที่เป็นเกษตรทำนา เผยกับว่า ปัจจุบันเกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนแนวทำนา มาเป็นแบบหว่านแห้งรอฝน เพราะฝนมาช้ากว่าอดีตที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องทำตามกำหนด โดยเริ่มไถนาที่ดินแห้งๆ แล้วหว่านเมล็ดข้าว ก่อนจะไถกลบเมล็ดข้าว แต่ปัญหาคือ ระหว่างที่หว่างเมล็ดข้าว มักมีฝูงนกรบกวน ครั้นจะไปซื้อว่าวเหยี่ยวมาไล่นกก็ยังไม่มาขาย เห็นโฆษณาขายออนไลน์ไม่แพง ถ้าซื้อครั้งหลายมากๆ ขายตัวละ 60 บาท
...
ชาวนาที่ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ระยะหลังเมื่อพ่อค้านำมาขายให้ชาวนา ก็ปรับราคามาเป็นตัวละ 200 บาท ก็เห็นว่าแพงเกินไป ชาวนาอย่างเราๆ ต้องใช้วิธีดังเดิม คือ หอบเสื้อผ้าเก่า และฟางข้าว มาทำหุ่นไล่นกไล่กา อย่างเร่งด่วน ให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะหากสามีหว่านเมล็ดข้าวเสร็จ เธอต้องรีบเอาหุ่นไล่กาไปปักเพื่อไล่นกทันที และต้องทำหลายตัวๆ ให้ทันกับที่สามีหว่าน โดยวันนี้นาเธอต้องใช้หุ่นไล่กา กว่า 20 ตัว จึงต้องเร่งทำให้ทัน
"ปัญหาอีกอย่าง คือ อีกหลายวันต่อมานกเหล่านี้ อาจชินกับหุ่นฟางที่ยืนนิ่งกับที่ ต้องหาหมวกมาสวมให้หุ่น นกจึงจะกลัว ถ้าฝนตกเร็ว เมล็ดข้าวงอก ก็หมดห่วง มาไล่นกอีกรอบตอนข้าวตั้งรวงก่อนเกี่ยว ดังนั้นการไล่นกเป็นปัญหาการปลูกข้าวแนวใหม่" นางสุจิตรฯ กล่าว.