ข่าว
100 year

เชียงใหม่ รายงานยอดผู้ป่วยโควิด-19 คงที่ 15 ราย แจง ปชช.ยังเดินทางได้

ไทยรัฐออนไลน์26 มี.ค. 2563 18:49 น.
SHARE

สสจ.เชียงใหม่ เผย ยอดสะสมของผู้ป่วยโควิด-19 คงที่ 15 ราย โดย 14 รายอยู่ใน รพ.อาการไม่หนัก ด้าน ตร.ชี้แจง ไม่ได้ห้ามเดินทางข้ามจังหวัดและไม่มีการปรับ 200 บาท หากไม่สวมหน้ากากอนามัย

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 26 มี.ค.62 ที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจจังหวัดเชียงใหม่ (ศ.ข.ฉ.ก) ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นพ.กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้แทน นพ.สาธารณสุข จ.เชียงใหม่ ได้แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น. พบว่าผู้ติดเชื้อโควิด 19 ใน จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงที่ คือ มียอดผู้ติดเชื้อสะสม จำนวน 15 ราย วันนี้ไม่พบรายใหม่ และแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 1 ราย คือ ชาวจีนที่รักษาหายแล้วขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรักษา อยู่ในโรงพยาบาลอีก 14 ราย ยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยทั้ง 14 รายมีอาการไม่มากไม่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง

ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรค มีจำนวย 532 ราย อยู่ในโรงพยาบาล 65 ราย กลับบ้านแล้ว 467 ราย อย่างไรก็ตาม นพ.กิตติพันธุ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง 15 ราย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากประเทศที่เชื้อระบาด มีจำนวน 4 ราย รายแรกมาจาก จีน อีก 2 รายมาจากอังกฤษ อีก 1 รายมาจากสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนผู้ป่วยอีก 2 รายเดินทางมาจาก กรุงเทพมหานคร รายแรกมีประวัติเดินทางไปที่ค่ายมวย อีก 1 รายก็พักอาศัยอยู่ที่ค่ายมวย ที่เป็นข่าวไปแล้ว ส่วนผู้ติดเชื้อกลุ่มสุดท้ายอีก 9 ราย เป็นกลุ่มที่ติดต่อกันภายในจังหวัดเชียงใหม่ คือการติดต่อมาจากผู้ป่วยที่นำเชื้อเข้ามาจากกรุงเทพฯแบ่งเป็น 7 ราย ที่ทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนอีก 2 รายมีความเชื่อมโยงกับสถานบันเทิง

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจจังหวัดเชียงใหม่ จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการเฝ้าระวัง สำหรับสถานที่ ที่ทีมสอบสวนโรคได้เข้าไปดำเนินมาตรการสอบสวนโรค และมีหลักฐานอาจการเกิดการระบาดขึ้นคือ ร้านTake it หากผู้ที่เคยเดินทางไปยังสถานที่เคยเป็นแหล่งแพร่เชื้อในระหว่างวันที่ 8-18 มีนาคม 2563 ก็ขอให้ท่านสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน ถ้าหากท่ามีอาการผิดปกติหรือมีไข้ร่วมกับทางเดินหายใจไม่ว่าจะเป็นไอเจ็บคอ มีน้ำมูกหรือหอบหืดเหนื่อยขอให้ท่านไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

อีก 1 กลุ่มที่มีการสอบสวนโรคแล้วพบมีความเชื่อมโยง และต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมก็คือ คือผู้ป่วยชาว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ อายุ 23 ปี ที่เดินทางมาจาก กทม.โดยทางเครื่องบินมายัง เชียงใหม่ คือเที่ยวบินที่ FD 3431 เดินทางมาจากท่าอากาศยานดอนเมืองมาถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ก็ขอให้ผู้ที่เดินทางมากับเที่ยวบินดังกล่าขอให้ท่านสังเกตอาการตัวเอง วันที่ 18 มีนาคม จนถึงวันที่ 1 เมษายน ถ้าหากว่ามีอาการไข้ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ ไอเจ็บคอ มีน้ำมูกหรือหอบหืดเหนื่อย ขอให้ท่านไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยแจ้งประวัติเสี่ยง

ส่วนการคัดกรองมาจากกลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ตอนนี้ก็เริ่มคงที่แล้ว มีจำนวน 683 ราย ติดตามครบ 14 วันไปแล้ว567 ราย สำหรับผู้ที่เดินทางมาจาก กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตอนนี้ที่ติดตามอยู่มีจำนวน 698 ราย ทางสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ รพ.สต. อสม. และเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็กำลังเฝ้าติดตามดูอาการอยู่ จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือมือกับบุคลากรสาธารณสุขด้วย

ด้าน พ.ต.อ.วิสุทธิ์ พุ่มจันทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีมีคำถามจากประชาชนว่า หากผ่านด่านตรวจแล้ว ประชาชนไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยจะถูกปรับ 200 บาท นั้นขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะด่านตรวจนี้เราเพิ่งตั้งเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมาจะมีการแนะนำประชาชนที่เดินทาง โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจจะมีเครื่องวัดอุณหภูมิ และอาจจะสอบถามอาการเพิ่มเติมว่า เรามีอาการคล้ายจะเป็นไข้หรือไม่ ซึ่งหากตรวจพบก็จะถูกส่งต่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดำเนินการต่อไป

ส่วนคำถามที่บอกว่ากรณีการเดินทางข้ามจังหวัด สามารถเดินทางได้หรือไม่ ขอตอบว่าสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้แต่ว่าจริงๆ แล้วเราจะขอความร่วมมือว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเดินทางข้ามจังหวัด แต่หากกรณีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ตำรวจก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด ประชาชนทุกท่าสามาารถเดินทางได้ และแจ้งเหตุผลเจ้าหน้าที่ได้ และต้องพกหลักฐานบัตรประชาชนติดตัว และอยู่ในรถส่วนตัวหรือรถประจำทางควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งในการเดินทาง ถ้าหากรู้ตัวว่าป่วยไม่สบายมีไข้ ก็ควรงดการเดินทางข้ามจังหวัดด้วย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ไวรัสโคโรนาไวรัสโคโรน่าเชียงใหม่ผู้ป่วยโควิด-19หน้ากากอนามัยเดินทางข้ามจังหวัดข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้