ตำรวจภาค 5 เจ๋ง! จับแก๊งค้ายาเสพติดลักลอบลำเลียงจากประเทศเพื่อนบ้านคาด่านตรวจ ยึดของกลางยาบ้า 2.3 ล้านเม็ด ไอซ์ 50 กก. เตรียมขยายล่าตัว "เสี่ยภาคิน" ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ เป็นนายทุนอยู่เบื้องหลังการค้ายาลอตใหญ่
เมื่อวันที่ 20 ก.พ.63 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ได้จับกุม นายธนาวุฒิ วิชิตพัฒนเดชา อายุ 34 ปี ราษฎรบ้านหมู่ 8 ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานความผิด ร่วมกับพวกที่หลบหนีไป มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาไอซ์ ไว้ในความครอบครองและเพื่อจำหน่าย โดยจับกุมได้ที่ด่านตรวจหาหงษ์ถนนเชียงใหม่-ฝาง ท้องที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่นำตัวมาสอบสวนขยายผลที่ตำรวจภูธรภาค 5
ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบทราบว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดยาบ้าและยาไอซ์จากแนวชายแดนเข้ามาส่งในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดกำลังสะกดรอยติดตามกลุ่มผู้กระทำความผิด กระทั่งเมื่อช่วง 03.00 น. ของคืนวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดยาเสพติด แยกเป็นยาบ้า จำนวน 2,322,000 เม็ด ยาไอซ์ จำนวน 50 กิโลกรัม ซึ่งผู้กระทำผิด นำมาพักคอยรอการส่งมอบให้แก่ผู้ลำเลียง แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอาไว้เสียก่อน และผู้กระทำผิดได้ไหวตัวหลบหนีออกไปได้
...
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่า นายธนาวุฒิ หรือบอย วิชิต พัฒนาเดชา เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่แตง เชียงใหม่ และขออนุมัติศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายจับ จนสามารถติดตามจับกุมตัวนายบอยได้ที่ด่านตรวจผาหงษ์ จึงนำตัวมาสอบสวนที่ตำรวจภูธรภาค 5
นายบอย หรือนายธนาวุฒิ ได้ให้การรับสารภาพว่า เคยมีประวัติถูกจับกุมในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในท้องที่ สภ.ไชยปราการ เมื่อปี 2555 หลังจากพ้นโทษออกมาแล้วก็ได้ร่วมกับ นายภาคิน พรเดชา ซึ่งประกอบอาชีพธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หรือรู้จักกันในนาม "เสี่ยภาคิน" เป็นนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง ได้ว่าจ้างให้ลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนเพื่อเข้าไปส่งยางในตัวเมืองชั้นใน ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ขออนุมัติออกหมายจับนายภาคิน ซึ่งขณะนี้ นายภาคิน ได้หลบหนีไปแล้ว อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมกันนั้นได้ขยายผลยึดทรัพย์สินในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ขณะนี้ตามยึดรถยนต์ได้ 3 คัน และกำลังติดตามยึดทรัพย์สินอื่นๆ ต่อไป.