สภาพภายในอุโมงค์ส่งน้ำเขื่อนแม่งัด-แม่กวง การขุดเจาะมีความคืบหน้าไปบางส่วน และมีการเร่งรัดให้ก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนดเวลา.
ในปี 2495 ราษฎรในพื้นที่ ต.ช่อแล และ ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ประสบปัญหาภัยแล้ง จึงได้ร่วมกันสร้างฝายแม่งัดขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค–บริโภค
ลักษณะเป็นฝายแบบหินทิ้งยาแนวด้วยคอนกรีต ความยาวสันฝาย 110 เมตร สูง 4 เมตร ปิดกั้นลำน้ำแม่งัดบริเวณเหนือสุดที่ลำน้ำแม่งัดไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิงประมาณ 3 กม. ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรม 3,600 ไร่
...
ปี 2516 เกิดอุทกภัย ฝายชำรุดเสียหาย ราษฎรขอให้ทางการช่วยก่อสร้างฝายถาวรทดแทนฝายเดิม กรมชลประทาน จึงเข้าไปซ่อมแซม ขณะเดียวกันได้ออกสำรวจพื้นที่เพื่อหาความเหมาะสมในการสร้างฝายถาวร
กระทั่งในปี 2519 กรมชลประทาน ได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนถาวรขึ้นบริเวณใกล้ฝายเดิม มีพื้นที่รับน้ำฝน 1,281 ตารางกิโลเมตร มีความจุอ่าง 265 ล้านลูกบาศก์เมตร
เริ่มก่อสร้างในปี 2520 แล้วเสร็จในปี 2528 สามารถส่งน้ำไปยังโครงการชลประทานแม่แฝกและโครงการชลประทานแม่ปิง มีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอกว่า 188,000 ไร่ ต่อมาในวันที่ 16 ม.ค.2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อว่า “เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล”
เช่นเดียวกับ “เขื่อนแม่กวง” เดิมกรมชลประทานก่อสร้างลักษณะเป็นฝายขึ้นในปี 2490 ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 25,000 ไร่ ในเขต อ.ดอยสะเก็ด และ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ก่อนจะมีการปรับปรุงฝายเดิมและอาคารประกอบในปี 2500 พร้อมขุดคลองส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานรวม 74,750 ไร่
วันที่ 4 มี.ค.2519 “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพัฒนาลุ่มน้ำแม่กวง โดยสร้างเขื่อนปิดกั้นลำน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งแก้ปัญหาอุทกภัย
เริ่มก่อสร้างในปี 2530 แล้วเสร็จในปี 2536 มีพื้นที่รับน้ำฝน 569 ตารางกิโลเมตร ความจุอ่าง 263 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 175,000 ไร่ ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ.2538 “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระราชทานชื่อ “เขื่อนแม่กวงอุดมธารา”
...
แต่จากการขยายตัวของชุมชน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการใช้นํ้าสูงกว่าปริมาณนํ้าต้นทุนในอ่างเก็บนํ้า ส่งผลให้น้ำในเขื่อนทั้ง 2 แห่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนนํ้ามีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในปี 2562 ได้รับการยืนยันจาก นายจารุวัฒน์ เลิศศิลป์เจริญ ผอ.สำนักชลประทานที่ 1 และ นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธาราว่าน้ำในเขื่อนมีน้อยมาก อาจจะส่งผลกระทบในวงกว้าง
...
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมชลประทาน จึงผุดโครงการ “อุโมงค์” ส่งน้ำขนาดยักษ์ ความยาว 47 กม.ใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท ระยะก่อสร้างปี 2558-2564 เพื่อผันน้ำจากลํานํ้าแม่แตงไปสู่อ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่งัด ก่อนจะส่งต่อไปยังเขื่อนแม่กวง
สามารถเพิ่มปริมาณนํ้าต้นทุนได้เฉลี่ยปีละ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร และการส่งนํ้าผ่านอุโมงค์ส่งนํ้าจากเขื่อนแม่งัดฯ ไปสู่เขื่อนแม่กวงสามารถดําเนินการได้ตลอดทั้งปี สามารถแก้ไขปัญหาการขาดน้ำในลุ่มนํ้าแม่กวงและยังเป็นการบรรเทาอุทกภัยในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
นายจิตะพล รอดพลอย ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 (ผสญ.1) ต.สันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้าง “อุโมงค์ส่งน้ำ” (แม่แตง-แม่งัด-แม่กวง) ว่า ผลงานการก่อสร้างในภาพรวมทั้งโครงการอยู่ที่ 34.985 เปอร์เซ็นต์ ช้ากว่าแผนงานไปราว 27.428 เปอร์เซ็นต์
...
อุปสรรคสำคัญคือพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฯ ยังอยู่ในกระบวนการเพิกถอนเพื่อขอใช้ประเด็นนี้ต้องรอ ครม.ชุดใหม่พิจารณา
การขุดเจาะอุโมงค์ช่วงหนึ่งพบโพรงถ้ำขนาดใหญ่ กว้างราว 40 เมตร ลึก 50 เมตร สูง 20 เมตร ผู้รับเหมาได้จัดส่งขั้นตอนวิธีการวางแผนงานและงบประมาณในการแก้ไขปัญหาให้กับบริษัทที่ปรึกษาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติในหลักการแก้ไขแบบ แก้ไขสัญญา
อุปสรรคสุดท้ายคือน้ำใต้ดินไหลเข้าท่วมหัวเจาะ TBM ทางผู้รับเหมาได้แก้ปัญหาโดยการอัดฉีดน้ำปูนเข้าไปเพื่อป้องกันปัญหาน้ำใต้ดินพร้อมกับซ่อมแซมหัวเจาะ ซึ่งใช้เวลานานพอสมควรกระทั่งแล้วเสร็จและทดสอบระบบการทำงานตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2562 ที่ผ่านมา
วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการนี้คือการสร้างความมั่นคงทางน้ำให้แก่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน นำน้ำส่วนเกินราว 160 ล้าน ลบ.ม./ปี ไปเก็บกักไว้ เพื่อใช้ในช่วงเวลาจำเป็นและขาดแคลน
นอกจากนี้ ยังจะเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงเพื่อการบรรเทาอุทกภัยให้ จ.เชียงใหม่ด้วย
อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่แตง แม่งัด และแม่กวง ให้มีความสัมพันธ์กันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกในฤดูแล้งให้กับเกษตรกรได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญการบริหารจัดการน้ำจะเป็นระบบมากยิ่งขึ้น.
ชัยพินธ์ ขัติยะ