พินัยกรรมพันล้านพ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา ดูท่าไม่จบง่ายๆ แน่พึ่งศาลอีกนาน ด้านลูกสาว ลั่น ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทายาททุกคน หวั่นกรรมตกอยู่ที่ช้างร่วม 80 เชือก...

กรณีการเสียชีวิตของ พ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา นายชูชาติ กัลมาพิจิตร อายุ 79 ปี เจ้าของปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ที่บ้านพักหรูส่วนตัว ใน ต.แม่แรม อ.แม่ริม ทิ้งสมบัติหลายพันล้านบาทที่ปางช้าง รีสอร์ต ที่ดินมูลค่ามหาศาลไว้ แม้จะมีการเปิดพินัยกรรมไปแล้ว เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.ไปแล้วว่าใครได้ครอบครองสิ่งใดบ้าง แต่ก็ยังต้องมีการต่อสู้ เมื่อเรื่องพินัยกรรมและการเสียชีวิตมีเงื่อนงำยังมีการพึ่งศาลและตำรวจอยู่ต้องต่อสู้กันในชั้นศาลอีกนานหลายยกตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.นี้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร อายุ 51 ปี ลูกสาวคนโตของ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร พ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา ผู้ล่วงลับ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ตนได้ทราบข่าวมาว่าในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมเครือญาติผู้ได้รับมรดกตามพินัยกรรม เรื่องนี้ได้ยื่นต่อศาลเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่พินัยกรรม เพราะพินัยกรรมดั้งเดิมเราหาไม่เจอ พอมีพินัยกรรมฉบับใหม่มาก็มาลบล้างพินัยกรรมฉบับเดิม ทีนี้พินัยกรรมฉบับใหม่เราไม่สามารถที่จะรับได้ เนื่องจากมีเหตุผิดปกติมาตั้งแต่ต้น ก็หลังจากที่บิดาตายก็จะมีการเปิดพินัยกรรมมาตั้งแต่เดือน มกราคม แต่ก็ไม่มีการเปิดมาจนเข้าเดือนที่

ลูกสาวคนโตของ นายชูชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวก็ได้รับเชิญกลับไปกลับมาจนจดหมายรับเชิญร่วมเปิดพินัยกรรม 3 ฉบับแล้ว ก็หมายความว่าพินัยกรรม ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้น่าจะมีปัญหา ไม่ไม่ลงตัวอีกหนำซ้ำยังมีข่าวออกมาก่อนว่า คนนั้นจะได้อะไรคนนี้จะได้อะไรใครจะเป็นผู้จัดการมรดก ก็ทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง ตนจึงไม่สามารถที่จะเดินทางไปร่วมฟังหรือรับได้ในเรื่องของการเปิดพินัยกรรม วันนี้ตนอาศัยการอ่านข่าวว่ามีการเปิดพินัยกรรมแล้ว ในเรื่องของการแบ่งทรัพย์สินตนได้พิจารณาแล้วไม่มีความเป็นธรรม ทายาทได้รับมรดกไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นตนต้องดำเนินการทางศาล เนื่องจากเรื่องตนได้ยื่นต่อศาลแล้ว ซึ่งศาลก็มีคำสั่งให้นำพินัยกรรมไปยื่นแสดงต่อศาลในวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ดังนั้นเมื่อฝ่ายที่เขาอ้างว่ามีพินัยกรรมได้นำพินัยกรมฉบับนี้ไปยื่นแล้ว มันก็จะต้องกระบวนการในการไต่สวนพิจารณา ว่าพินัยกรรมนี้มีความถูกต้อง ที่ศาลจะนำมาใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการที่จะต้องพึ่งศาล 

"ดิฉันต้องการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทายาททุกคน เนื่องจาก ดิฉัน ได้คุยกับทนายดั้งเดิมของ คุณชูชาติ กัลมาพิจิตร ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นทนายคนนี้ว่าพินัยกรรมดั้งเดิมคุณพ่อมีเจตนารมณ์ที่จะให้ทายาททุกคนเท่ากัน ดิฉันจึงอยากจะถือหลักตรงนั้นให้ความเป็นธรรมกับทายาททุกคนในตระกูลของเรา" นางอัญชลี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีการเปิดกว้างให้ทาง นางอัญชลี และ นายพิชกร สองพี่น้องกลับเข้าไปทำงานบริหารปางช้างแม่สาได้ จะเข้าไปหรือไม่ นางอัญชลี กล่าวว่า ต้องขอบอกก่อนว่าหลังคุณพ่อเสียชีวิตก็พบว่าตนและน้องชายอีกคนถือหุ้นบริษัทปางช้างแม่สา มายาวนานมาก การถือหุ้นบริษัททำให้เราเป็นกรรมการบริหารบริษัท แต่ว่าเรามาพบว่าหุ้นของเรามันถูกโอน อย่างหุ้นของน้องชายก็ไปอยู่ที่หลานสาวคุณพ่อ และหุ้นของตนทั้งหมดไปอยู่ที่ภรรยาคุณพ่อ ทำให้สิทธิ์ที่จะเป็นกรรมการบริหารในบริษัทของ ตนและนายพิชกรหมดไป เราจึงไม่สามารถบริหารบริษัทตรงนี้ได้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ที่มีคนกล่าวว่าเรายังบริหารบริษัทได้ จึงไม่เป็นความจริง เพราะเนื่องจากว่าเราไม่ได้ถือหุ้น และไม่ได้เป็นกรรมการบริหารบริษัท

ลูกสาวคนโตของ นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการยักยอกเคลื่อนย้ายหุ้น ตอนนี้ได้ขอพึ่งทงศาลจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้เราได้ยื่นฟ้องไป 13 คดีแล้ว คุณพ่อมี 3 บริษัท เราก็ทำการทั้ง 3 บริษัท เพราะฉะนั้นในส่วนที่จะเรียกหุ้นคืน เราก็สามารถเข้าไปบริหารบริษัทได้ เข้าไปบริหารปางช้างแม่สา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนปรารถนามาก เพราะตนเคยบริหารปางช้างแม่สามา ก็เรียนรู้มาจากคุณพ่อทุกอย่าง และนายพิชกร น้องชายก็บริหารมาก่อนด้วย ตนจึงเป็นห่วงในเรื่องของช้างมาเป็นอันดับหนึ่ง ตนจึงไม่อยากจะให้การฟ้องร้องยืดเยื้อ ไม่เป็นผลดีต่อการบริหาร โดยเฉพาะช้างที่ต้องดูแลเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะได้รับผลกระทบมาก

ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายเทิดศักดิ์ กัลมาพิจิตร ว่าที่ประธานบริหารบริษัทปางช้างแม่สาจำกัด และบริษัทในเครือ โดยทาง นายเชิดศักดิ์ ได้กล่าวสั้นๆ ว่า ตนได้ติดตามข่าวมาตลอด แต่ไม่ขอตอบโต้ใดๆ เพราะในโอกาสหน้าตนยังคงต้องคุยกับพี่สาวตนอยู่.