หนุ่มเพชรบูรณ์ขับรถกระบะพาภรรยาและลูกรวม 6 คน ออกจาก จ.พะเยา มุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ระหว่างทางเกิดหลับใน รถเสียหลักชนราวกั้นขอบทางพลิกคว่ำตกลงไปในคลอง ระดับน้ำลึกร่วม 3 เมตร ตัวเองพร้อมภรรยาและลูกสาวคนโตตะเกียกตะกายออกมาได้ เหลือลูกๆอีก 3 คน ยังติดในซากรถ พยายามดำน้ำลงไปช่วยขึ้นมาได้สำเร็จ ด.ต.ทางหลวงประจำจุดบริการประชาชนฝั่งตรงข้ามได้ยินเสียงวิ่งไปช่วยเหลือ พาทั้งหมดขึ้นเรือกลับเข้าฝั่ง พบว่าลูกสาววัย 1 ขวบกับลูกชายวัย 5 เดือน หัวใจหยุดเต้น ช่วยปฐมพยาบาล ปั๊มหัวใจ ด้วยขั้นตอน (CPR) จน 2 หนูน้อยฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ชาวบ้านต่างพากันชื่นชมยกย่องให้เป็นตำรวจฮีโร่
หนุ่มเพชรบูรณ์ซิ่งกระบะหลับในตกคลองหวิดดับทั้งครอบครัวรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 05.00น. วันที่ 7 พ.ย. ร.ต.อ.ธาวิน หนองหลวง รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเสียหลักตกลงไปในลำคลองยาง ถนนสายพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ บริเวณ กม. 237+800 หมู่ 8 ต.บ้านป่า ฝั่งขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก ตรงข้ามกับจุดบริการประชาชนตำรวจทางหลวงวัดโบสถ์ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสานบุญสถาน
ที่เกิดเหตุพบราวเหล็กกั้นขอบถนนเชิงสะพานถูกชนพังเสียหาย ภายในคลองพบรถกระบะโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บล 1937 เพชรบูรณ์ สภาพพลิกหงายท้องจมอยู่ในน้ำระดับความลึกร่วม 3 เมตร มองเห็นแต่ล้อหน้ารถที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา ข้าวของสัมภาระและรถ จยย.ที่บรรทุกมาในกระบะท้ายรถจมอยู่ในน้ำ ส่วนคนในรถทราบว่าได้รับการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราชไปก่อนหน้านี้แล้วรวม 6 คน ประกอบด้วย นายปัญญา ปิ่นแก้ว อายุ 47 ปี คนขับ นางสุรีรัตน์ ทองลำพันธ์ อายุ 33 ปี ด.ญ.เพ็ญนภา ปิ่นแก้ว อายุ 13 ปี ด.ช.เอกรินทร์ ปิ่นแก้ว อายุ 6 ขวบ ด.ญ.นุจรินทร์ ปิ่นแก้ว อายุ 1 ขวบ และ ด.ช.อัมรินทร์ ปิ่นแก้ว อายุ 5 เดือน ทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกกัน
...
จากการสอบสวนได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุนายปัญญาขับรถกระบะคันดังกล่าวพาครอบครัวเดินทางมาจาก จ.พะเยา มุ่งหน้ากลับบ้านที่ จ.เพชรบูรณ์ ถึงที่เกิดเหตุมีพยานเห็นรถวิ่งส่ายไปมาก่อนจะเสียหลักพุ่งชนราวเหล็กกั้นขอบทางเชิงสะพานแล้วพลิกคว่ำตกลงไปในลำคลอง นายปัญญาและนางสุรีรัตน์รวมทั้ง ด.ญ.เพ็ญนภา ลูกสาวคนโตตะเกียกตะกายช่วยเหลือตัวเองออกมาจากรถได้ ส่วนด.ช.เอกรินทร์ ด.ญ.นุจรินทร์ และ ด.ช.อัมรินทร์ติดอยู่ภายในซากรถ นายปัญญาจึงดำน้ำลงไปช่วยลูกๆทั้ง 3 คน ออกมาจากรถได้ทั้งหมดอย่างทุลักทุเล แล้วพาขึ้นไปนั่งอยู่บนรถส่วนที่โผล่เหนือน้ำร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน
ระหว่างนั้น ด.ต.ประทีป มีอุดร ผบ.หมู่ ส.ทล.3 กก.5 เข้าเวรประจำจุดบริการประชาชนตำรวจทางหลวงวัดโบสถ์ฝั่งตรงข้ามกับจุดเกิดเหตุได้ยินเสียงรีบวิ่งไปช่วยเหลือนำนายปัญญาและครอบครัวขึ้นเรือพลาสติกกลับขึ้นฝั่งปลอดภัย โดยพบว่า ด.ญ.นุจรินทร์กับ ด.ช.อัมรินทร์ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะจากการจมน้ำ ด.ต.ประทีปจึงช่วยปฐมพยาบาลตามขั้นตอน Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) ปั๊มหัวใจให้กับ ด.ญ.นุจรินทร์ และเป่าปากให้กับ ด.ช.อัมรินทร์ กระทั่งเด็กทั้งคู่หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง ท่ามกลางการลุ้นระทึกของผู้พบเห็น ก่อนจะให้หน่วยกู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ล่าสุดแพทย์ได้ช่วยเหลือ ด.ญ.นุจรินทร์ และ ด.ช.อัมรินทร์ อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจสอบปากคำนายปัญญาให้การว่า ขณะขับรถมาถึงที่เกิดเหตุเกิดอาการวูบคล้ายหลับในทำให้รถเสียหลักพุ่งตกลงไปในลำคลอง
ด.ต.ประทีป มีอุดร ผบ.หมู่ ส.ทล.3 กก.5 เปิดเผยว่า ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจุดบริการประชาชนตำรวจทางหลวงวัดโบสถ์ ได้ยินเสียงรถชนราวกั้นขอบถนนดังสนั่นและมีเสียงคนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในคลองตามมา เมื่อวิ่งออกไปดูเห็นครอบครัวของนายปัญญานั่งกอดกันกลมอยู่บนรถส่วนที่ลอยโผล่พ้นผิวน้ำอยู่ จึงรีบนำเรือพลาสติกของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงลงไปช่วยเหลือนำทั้งหมดกลับขึ้นมาบนฝั่ง พบว่า ด.ญ.นุจรินทร์ กับ ด.ช.อัมรินทร์ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ รีบปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจด้วยขั้นตอน CPR ช่วยชีวิตจนกระทั่งทั้งคู่กลับมาหายใจได้อีกครั้ง แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล รู้สึกดีใจมากที่ทราบว่าเด็กทั้งคู่อาการปลอดภัยแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของ ด.ต.ประทีปในการเข้าช่วยเหลือครอบครัวของนายปัญญาจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากชาวบ้านรวมทั้งผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างยกย่องให้เป็นตำรวจฮีโร่ เพราะนอกจากจะช่วยเหลือทั้งหมดกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว ยังใช้ความรู้ความสามารถช่วยปฐมพยาบาล ปั๊มหัวใจ ตามขั้นตอน (CPR) ให้กับ ด.ญ.นุจรินทร์ กับ ด.ช.อัมรินทร์ ให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง