อว. สร้างพลังเศรษฐกิจท้องถิ่น เปิดเวที Chef Graduation & Career Day 2026 พร้อมผลักดัน "เชฟไทย" ไปสู่ครัวโลก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน ปัจฉิมนิเทศและเชื่อมโยงตลาดแรงงาน Chef Graduation & Career Day 2026 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นงานที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ในอุตสาหกรรมอาหารตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่แรกของการจัดกิจกรรมจากทั้งหมด 4 ภูมิภาค
โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ประกอบการ และเชฟ 190 คน เข้าร่วมในงาน โดยได้มอบประกาศนียบัตรหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพให้กับเชฟในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านการอบรม จำนวน 190 คน แล้วยังมีการจัดบูธแสดงสินค้าและอาหาร เครื่องดื่ม ที่รังสรรค์มาจากฝีมือของเชฟในแต่ละจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย
ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้นโยบาย "Thailand ยกกำลังสอง" ที่มุ่งยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยต้องการให้นักศึกษามีรายได้ ผู้ประกอบการมีรายได้ และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ โดยโครงการนี้ถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทยมีจุดแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ให้คนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างจริงจัง
กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของ อว. ในการยกระดับคน เพื่อยกกำลังประเทศไทย โดยใช้อาหารไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่พัฒนาทุนมนุษย์ เชื่อมการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะเข้ากับมาตรฐานวิชาชีพ ความต้องการของอุตสาหกรรม และโอกาสทางเศรษฐกิจ นี่คือจุดที่นโยบายพัฒนาคนเริ่มเคลื่อนจากห้องเรียนไปสู่เศรษฐกิจจริง
ขณะที่โครงการ "หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย" พัฒนาผู้เรียนจำนวนกว่า 2,000 คน ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหน่วยฝึกกว่า 72 แห่ง โดยผู้เรียนต้องผ่านการเรียนรู้รวม 240 ชั่วโมง แบ่งเป็น E-Learning 90 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 150 ชั่วโมง ครอบคลุมอาหารไทย 50 เมนู ผู้เรียนจะต้องผ่านการทดสอบฝีมือแรงงานและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ให้ผู้เรียนพร้อมลุยสนามจริงได้ทันที
ส่วนการจัดงานที่ขอนแก่น ยังสะท้อนบทบาทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในฐานะพื้นที่ที่มีทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญาอาหาร และพลังคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นอาชีพและธุรกิจ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเข้ากับตลาดสมัยใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
"เมื่อเชฟหนึ่งคนมีอาชีพและรายได้ ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ตัวบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงครอบครัว เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในชุมชน เกิดเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่นำทุนทางวัฒนธรรมและรสมือท้องถิ่นมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าใหม่"
ถือได้ว่าเป็นอีกขั้นของความสำเร็จ Thai Soft Power เริ่มต้นจากการสร้างคนอย่างเป็นระบบของ อว. ด้วยแนวคิด Thailand การพัฒนาทุนมนุษย์ด้านสายอาชีพอาหาร ตั้งแต่ทุนทางวัฒนธรรม ความรู้ และทักษะขั้นสูง มาตรฐานเดียวทั่วไทย และระบบการรับรองวิชาชีพ ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบธุรกิจ เพื่อให้เชฟไทยและผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าจากอาหารท้องถิ่น และแข่งขันได้ในตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างพลังให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแกร่ง
ทางด้าน นายพิตรพิบูล ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหาร ถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ โดยมีภาคการเกษตรเป็นฐานสำคัญ การจะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจกระบวนการผลิตอาหาร การสร้างมูลค่า และการพัฒนาสูตรอาหารที่ตอบโจทย์อนาคต
เมื่อบุคลากรมีทักษะที่พร้อมแล้ว จึงสามารถต่อยอดด้วยเทคนิคด้านการวิจัย และพัฒนา หรือ R&D รวมถึงพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ หรือเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้ผลิต และธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอาหารภายในประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังสามารถพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการผลิตอาหารแปรรูปและการทำงานในอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศได้อีกมาก เนื่องจากตลาดอุตสาหกรรมอาหารมีขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดเป้าหมาย ว่าจะพัฒนาส่วนใดก่อน โดยทุนมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ และต้องเริ่มจากการให้ความรู้แก่คนก่อน
นายเมธี ลิมนิยกุล ผู้อำนวยการประสานเครือข่าย อว. ในภูมิภาค สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การผลิตเชฟภายใต้โครงการของรัฐบาลในปี 2569 ถือเป็นรุ่นที่ 3 โดยรุ่นแรกเริ่มดำเนินการในปี 2567 ต่อเนื่องปี 2568 และปี 2569 เป็นรุ่นที่ 3 เพื่อสานต่อการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงการต่อยอดด้าน Food Safety ร่วมกับกรมอนามัย เพื่อพัฒนาเชฟ และผลักดันอุตสาหกรรมเชฟไทยไปสู่ระดับสากล
สำหรับปี 2569 จะมีการคัดเลือกเชฟเพื่อเป็นตัวแทนเข้าเรียนหลักสูตรพัฒนาเชฟสู่ระดับสากล เนื่องจากแต่ละประเทศมีมาตรฐานแตกต่างกัน เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง หรือประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ในระยะต่อไปจะมีการคัดเลือกเชฟจากรุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 เพื่อไปพัฒนาศักยภาพในประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศแรก
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ คุณสมบัติเบื้องต้นคือ เป็นคนไทย อายุไม่เกิน 60 ปี เนื่องจากอาชีพเชฟเป็นงานที่ต้องยืน และทำงานในครัวเป็นเวลานาน จึงต้องคำนึงถึงความพร้อมด้านร่างกายด้วย โดยโครงการนี้เป็นโครงการของคนไทย ทำเพื่อคนไทย และมีเป้าหมายผลักดันครัวไทยไปสู่ครัวโลก.


