"กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ" เร่งเตรียมความพร้อมรับแหล่งปิโตรเลียมทยอยหมดสัมปทาน ชู "แหล่งสินภูฮ่อม" ตัวอย่างสำคัญของความมั่นคงพลังงานภาคอีสาน เหตุก๊าซจากแหล่งส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง ย้ำแหล่งยังมีศักยภาพพัฒนาต่อ ต้องวางแนวทางล่วงหน้าไม่ให้การลงทุนและการพัฒนาสะดุด พร้อมสำรวจพื้นที่รอบข้างเพิ่มโอกาสค้นพบก๊าซใหม่ในอนาคต

เรื่อง "สัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ" อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชน แต่ในความเป็นจริง การบริหารแหล่งปิโตรเลียมที่ยังมีศักยภาพ เชื่อมโยงกับความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในประเทศ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า หนึ่งในแหล่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญคือ แหล่งสินภูฮ่อม ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีบทบาทในการส่งก๊าซธรรมชาติไปเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น

โรงไฟฟ้าน้ำพอง มีกำลังผลิตรวมตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังมีความมั่นใจว่าแหล่งสินภูฮ่อมมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้อีก หากสามารถรักษาความต่อเนื่องของการลงทุน และพัฒนาแหล่ง ก็จะช่วยสนับสนุนการจัดหาก๊าซให้โรงไฟฟ้าน้ำพองต่อไป

"สินภูฮ่อมเป็นแหล่งสำคัญ เพราะโรงไฟฟ้าน้ำพองเป็นความมั่นคงด้านพลังงานของภาคอีสาน" นายวรากร กล่าว

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า สัมปทานจะหมดเมื่อไร แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ปิโตรเลียมที่ยังเหลืออยู่มีศักยภาพพัฒนาต่อหรือไม่ และควรบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

การวางแผนล่วงหน้ามีความสำคัญ เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้องใช้เงินลงทุนสูง และผู้ประกอบการต้องมีระยะเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนาและผลิตให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หากเข้าสู่ช่วงท้ายสัมปทานโดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินงานต่อได้หรือไม่ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม เพราะระยะเวลาที่เหลืออาจไม่เพียงพอต่อการคืนทุน

ขณะเดียวกัน หากสิทธิเดิมสิ้นสุดลงและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ยังมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งการใช้พื้นที่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการอนุญาตอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลา

สิ่งที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ "ความชะงักงัน" ในการพัฒนาแหล่ง เพราะหากการลงทุนและการพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการผลิตในเวลาต่อมา

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างผลักดันการปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อให้รัฐมีทางเลือกมากขึ้นในการบริหารแหล่งที่กำลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน โดยเฉพาะกรณีที่ประเมินแล้วพบว่าแหล่งยังมีศักยภาพพัฒนาต่อ

อย่างไรก็ตาม นายวรากรย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการรายเดิมจะได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติ แต่ต้องการให้รัฐสามารถพิจารณาและเจรจาเงื่อนไขเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

นอกจากการบริหารแหล่งเดิม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังเดินหน้าเพิ่มโอกาสค้นพบปิโตรเลียมใหม่ โดยการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกรอบที่ 25 มีพื้นที่สำรวจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงพื้นที่บริเวณรอบแหล่งสินภูฮ่อม

หากการสำรวจประสบความสำเร็จและพบก๊าซเพิ่มเติม ก็มีโอกาสนำมาสนับสนุนการจัดหาก๊าซในพื้นที่เดียวกันได้ในอนาคต แนวทางจึงเป็นทั้งการใช้ประโยชน์จากแหล่งเดิมที่ยังมีศักยภาพ ควบคู่กับการค้นหาทรัพยากรใหม่เพื่อรองรับปริมาณการผลิตที่ลดลงในอนาคต

นายวรากรกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมยังมีความจำเป็นต่อระบบพลังงานอีกระยะหนึ่ง การรักษาความสามารถในการผลิตภายในประเทศจึงยังมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน

"ถ้ามองถึงประโยชน์ของประชาชน เราก็ต้องพยายามพัฒนาแหล่งในประเทศให้ได้มากที่สุด" นายวรากร กล่าว