โครงการ "เซ็นทรัล ทำ" สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนผ้าทอน้ำไหลไทลื้อบ้านหล่ายทุ่ง จ.น่าน นำลำต้นกล้วยน้ำว้าพัฒนาแปรรูปเป็นเส้นใยธรรมชาติและวัตถุดิบสำหรับทอผ้า สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเซ็นทรัล โดยโครงการ "เซ็นทรัล ทำ" (Central Tham) เผยแพร่ข้อมูลการสนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน กรณีการสนับสนุนการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์วัสดุสิ่งทอสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจและรายได้ ที่ชุมชนไทลื้อบ้านหล่ายทุ่ง ต.ปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ด้วยการนำลำต้นกล้วยน้ำว้า ซึ่งเคยเป็นวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว และบางส่วนนำไปจำหน่ายในราคาต่ำต่อยอดเป็นเส้นใยกล้วย วัตถุดิบสำคัญผลิตผ้าทอร่วมสมัย ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่น สร้างงานและรายได้ให้คนชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าทอไทลื้อที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนผ้าทอน้ำไหลไทลื้อบ้านหล่ายทุ่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 จากการรวมตัวของชาวบ้าน เพื่ออนุรักษ์ อัตลักษณ์ผ้าทอลายน้ำไหล ลวดลายประจำถิ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวไทลื้อ พร้อมยกระดับการผลิตได้มาตรฐานและสร้างรายได้อย่างมั่นคง ปัจจุบันมีสมาชิก 52 คน โดยมี นางชนิกา โสดานาฎ เป็นประธานกลุ่ม และยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ขณะที่โครงการเซ็นทรัล ทำเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 เริ่มจากการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างร้านค้าชุมชน เพื่อเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์และต้อนรับนักท่องเที่ยว ก่อนต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตผ้าทอจากเส้นใยกล้วย ส่งเสริมการใช้สีธรรมชาติและวัสดุจากธรรมชาติ พัฒนาคุณภาพสินค้า พร้อมจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตเส้นใยกล้วย เพื่อให้ชุมชนสามารถแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม เดิมชาวบ้านในพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าเป็นพืชเกษตรหลัก หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ลำต้นกล้วยส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งไว้ หรือ บางส่วนนำไปจำหน่ายราคาต่ำ แต่ด้วยองค์ความรู้ที่ได้รับจากโครงการเซ็นทรัล ทำนั้น ชุมชนสามารถนำกาบจากลำต้นกล้วยน้ำว้ามาแปรรูปเป็นเส้นใยธรรมชาติ ผ่านกระบวนการแยกเส้นใย ทำความสะอาด ตากแห้ง และพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับการทอผ้า ช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
นางชนิกา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของพวกเรา คือ ต้องการรักษาภูมิปัญญาผ้าทอไทลื้อและสร้างอาชีพให้คนในชุมชน แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากโครงการเซ็นทรัล ทำ ทำให้ไม่ได้เพียงพัฒนาคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้การนำลำต้นกล้วยน้ำว้า ซึ่งเดิมแทบไม่มีมูลค่า มาพัฒนาเป็นเส้นใยธรรมชาติสำหรับการทอผ้า เพิ่มคุณค่าให้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเข้าถึงช่องทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น ที่ผ่านมา ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สมาชิกในชุมชนมีงานทำตลอดทั้งปี คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาสนใจการทอผ้าและร่วมสืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันยังสามารถนำทรัพยากรในท้องถิ่นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน เราหวังว่าผ้าทอจากบ้านหล่ายทุ่งจะเป็นตัวแทนที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนไทลื้อ และสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ต่อไป
ที่ผ่านมา นอกจากการพัฒนาองค์ความรู้แล้ว โครงการเซ็นทรัล ทำ ยังสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนเข้าสู่ร้าน Good Goods ตั้งแต่เมื่อปี 2564 พร้อมร่วมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอจากเส้นใยกล้วย ที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งสกัดจากลำต้นกล้วยน้ำว้า ให้มีดีไซน์ร่วมสมัย คงเอกลักษณ์งานทอไทลื้อ และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมจำหน่ายสินค้าในงาน "จริงใจ มาหา ...นคร" เพื่อนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ สร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจุดเด่นของชุมชนบ้านหล่ายทุ่ง คือ การนำกาบจากลำต้นกล้วยน้ำว้า ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นเส้นใยธรรมชาติ ก่อนปั่นผสมกับเส้นใยฝ้ายในสัดส่วนเหมาะสม ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และทอด้วยลวดลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ คุณภาพ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ยั่งยืน
การต่อยอดคุณค่าทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชน ช่วยสร้างการเติบโตของรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตผ้าทอเส้นใยกล้วย ประมาณเดือนละ 30,000 – 100,000 บาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรผ่านนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเชื่อมโยงตลาด จนสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในชุมชน พร้อมอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน