ลูกชายกล่อมพ่อรอบ 2 “หมวดโอ๋” ไม่สนเสียงลูก ปิดบ้านเงียบ ไร้เสียงตอบรับ ตำรวจยันยังมีสัญญาณชีพ เตรียมปรับแผนเจรจา ยังไม่มีทีท่ามอบตัว


เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ความคืบหน้ากรณี ตำรวจกว่า 50 นาย ปิดล้อมบ้านพักของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองธัช หรือหมวดโอ๋ อายุ 55 ปี ตำแหน่ง รอง สวป.สภ.บางละมุง ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.1 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ใช้อาวุธปืนยิงจ่อ ครูเปิ้ล หรือ นางไพลิน ทองธัช อายุ 48 ปี ผู้เป็นภรรยา จนเสียชีวิตคาหน้าห้องเรียน ภายในโรงเรียนอนุบาล เทศบาลหนองปลาไหล โดยตำรวจมีการปิดล้อมและเจรจาเกลี้ยกล่อม ซึ่งในขณะนี้ก้าวเข้าสู่ 9 ชั่วโมงเต็ม แต่ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองธัช หรือหมวดโอ๋ ก็ยังไม่มีท่าทีที่จะออกมามอบตัว ขณะที่ หมู่โฟล์ค ลูกชายของผู้ก่อเหตุ มีการขอร้องตำรวจที่กำลังปิดล้อมบ้านของพ่อ ให้ชะลอการบุกเข้าไปด้านใน โดยขอเจรจากับผู้เป็นพ่อด้วยตัวเอง


ต่อมาเวลา 22.40 น. ( 9 กันยายน 2569 ) ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.ชลบุรี มีการคุ้มกัน “หมู่โฟล์ค” ลูกชายของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองธัช หรือหมวดโอ๋ อายุ 55 ปี ผู้ก่อเหตุ อีกครั้ง ( รอบ 2 ) โดยลูกชายพยายามเกลี้ยกล่อมให้พ่อออกมามอบตัว ซึ่งในขณะที่ลูกชายเกลี้ยกล่อมพ่อ พูดผ่านลำโพง พร้อมทั้งร้องไห้ตลอดเวลา พร้อมทั้งพูดบอกรักพ่อ อยากกอดพ่อ อยากให้พ่อจบเรื่องนี้ และถ้าหากพ่อยังมีชีวิตอยู่ ให้เปิดไฟดวงใดดวงหนึ่ง ภายในบ้าน แต่ปรากฏว่าก็ไร้เสียงสัญญาณตอบรับจากหมวดโอ๋ โดยใช้เวลาเกลี้ยกล่อมร่วม 30 นาที ตำรวจจึงยกเลิกภารกิจนี้


ระหว่างที่มีการให้ลูกชายเข้าเกลี้ยกล่อมในรอบ 2 ตำรวจอีกชุดหนึ่งก็พยายามจับพฤติกรรมของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองธัช หรือหมวดโอ๋ จากทางด้านหลังบ้าน และมีการใช้เครื่องมือพิเศษจับสัญญาณคลื่นความร้อน (อินฟราเรด) จากภายในตัวบ้าน โดยพบว่า ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ทองธัช หรือหมวดโอ๋ ยังมีการเดินขึ้นลงบันได ระหว่างชั้น 1 กับชั้น 2 จึงทำให้เชื่อว่าในขณะนี้ผู้ก่อเหตุยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ตำรวจเตรียมปรับแผน โดยยังคงเน้นดำเนินการยุทธวิธีอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัยและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด


ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้ยกเลิกภารกิจการลงพื้นที่มาเกาะติดสถานการณ์การเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุ โดยกล่าวว่าในขณะนี้ญาติและครอบครัวของผู้ก่อเหตุอยู่ในภาวะอ่อนไหว (เซนซิทีฟ) โดยเฉพาะบุตรชายที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการเห็นคลิปเหตุการณ์ที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำบนสื่อสังคมออนไลน์


นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หลีกเลี่ยงการนำคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่หรือฉายซ้ำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของบุตรชายผู้ก่อเหตุ ซึ่งได้บอกกับครอบครัวว่ารู้สึกสะเทือนใจอย่างมากเมื่อเห็นภาพดังกล่าว พร้อมฝากถึงประชาชนให้เปลี่ยนจากการเผยแพร่คลิป มาเป็นการส่งกำลังใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันภาวนาไม่ให้เกิดความสูญเสียเพิ่มเติม


ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ นายเจเศรษฐ์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทุกนายกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่และพยายามทุกวิถีทาง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก รวมถึงความปลอดภัยของผู้ก่อเหตุและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังบุตรชายเข้าเจรจากับผู้ก่อเหตุเป็นครั้งที่ 2 มีท่าทีอ่อนลงหรือมีแนวโน้มจะยอมมอบตัวหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด โดยกล่าวเพียงว่า “เดี๋ยวปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ดีกว่าครับ”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงานตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน เวลา 00.30 น. พบว่าเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า เนื่องจากมีการปฏิบัติภารกิจลากยาวมานานกว่า 13 ชั่วโมง ซึ่งตัวผู้ก่อเหตุก็ยังไม่มีท่าทีที่จะออกมามอบตัว โดยตำรวจจะมีการปรับแผนยุทธวิธี โดยให้ภารกิจเสร็จสิ้น ในช่วงเที่ยงของวันพรุ่งนี้