“ค้นพบช่างแกะสลักหินโบราณ เพชรเม็ดงามผู้รังสรรค์ศิลปะแกะสลักหินยุคขอมโบราณ ซ่อนตัวอยู่ในอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว”
ภายหลังการอัญเชิญหลวงพ่อเงิน 700 ปีจากวัดปากน้ำ บุ่งสระพัง จังหวัดอุบลราชธานี ไปประดิษฐาน ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สรงน้ำ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา
ซึ่งก่อนที่จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อมายังกรุงเทพนั้น นายบัญชา ฉันทดิลก ที่ปรึกษาโครงการสุขสยาม ไอคอนสยาม
ได้นำคณะชาวเมืองสุขสยามเดินทางไปยังสถานที่ขุดพบหลวงพ่อเงิน หลายครั้ง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปที่จะอัญเชิญ จึงได้รู้ว่า บริเวณดงพระคเณศ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ จังหวัดอุบลราชธานีนั้น
นอกจากจะมีการขุดพบหลวงพ่อเงินแล้ว ยังมีการค้นพบพระพิฆเณศวร์หินทรายยุคขอมโบราณ โคนนทิ และปลียอดปราสาทอายุนับ 1000 ปี อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน พระพิฆเณศวร์หินทรายถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่วัดสุปัฏนาราม ในเมืองอุบลราชธานี จึงเกิดแนวความคิดที่จะจำลองประติมากรรมพระพิฆเณศวร์หินทรายขอมโบราณกลับไปยังวัดป่าพระพิฆเณศวร์ สถานที่ค้นพบ ให้คู่กับหลวงพ่อเงิน ดังเดิม โดยก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2567 ทางวัดได้มีการจำลองหลวงพ่อเงินกลับไปประดิษฐานเป็นพระประธานประจำอุโบสถธรรมชาติ ณ วัดป่าพระพิฆเณศวร์แล้ว
ส่วนการจำลองพระพิฆเณศวร์ นายบัญชา ฉันทดิลก จะเป็นผู้ดำเนินการ โดยขณะนี้ได้กราบเรียนเจ้าอาวาสทราบเบื้องต้นแล้ว
...
ภารกิจการเฟ้นหาช่างแกะสลักหินยุคขอมโบราณจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการค้นพบช่างแกะสลักหินโบราณซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
ช่างยา “อรศิริ องค์สุนทร” ผู้สืบทอดงานช่างแกะสลักหินโบราณมาจากพ่อ เล่าถึงจุดเริ่มต้นงานแกะสลักหินโบราณแนวศิลปะภูมิปัญญาเชิงช่างชั้นสูงว่า
“ช่างยาเกิดในตระกูลช่างแกะสลักหินโบราณที่ส่งต่อกันมาผ่านจิตวิญญาณของงานช่างชั้นครูจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่บรรพบุรุษที่เดินทางมากับทัพหลวงสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก จนถึงการตั้งรกรากในเขตอารยธรรมขอมโบราณ ในดินแดนที่ได้ชื่อว่า “ราชมรรคา” แห่งอารยธรรมขอม เมืองแป๊ะ (บุรีรัมย์)”
“ตระกูลทางฝ่ายปู่ย่าทวดของช่างยา พื้นเพอาศัยอยู่เมืองพิมาย โคราช เดินทางมากับกองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งมาพักทัพอยู่แถบเมืองแป๊ะ ปัจจุบัน คือ บุรีรัมย์ เมื่อครั้งที่พระองค์จะเดินทัพกลับพระนคร ตระกูลทวดช่างยาไม่ขอติดตามเข้าพระนครไปด้วย และเริ่มตั้งรกรากในแถบเมืองตะลุง คือ แถบอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทเมืองต่ำ, ปราสาทพนมรุ้ง”
...
“ต่อมา บรรพบุรุษได้ขยับขยายถิ่นฐานมาที่อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในปัจจุบัน”
บิดาของช่างยากำเนิดที่อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี มีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่พ่อมีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ โดยเฉพาะการแกะสลักหินโบราณ ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการเห็นภาพสลักหินตามปราสาทโบราณ เกิดเป็นภาพจำ จึงนำมาทดลองแกะสลักตาม
ช่างยาเล่าว่า “พ่อเป็นคนรักศิลปะและชอบไปดูรูปแกะสลักตามปราสาทโบราณในสถานที่ต่างๆ แล้วจำมาแกะตาม สิ่วแกะสลักหินที่ตอกลงไปในรูปแกะสลักแรกออกมาเหมือนกับต้นแบบราวกับถอดจากพิมพ์ จากนั้น พ่อของช่างยาก็เริ่มยึดอาชีพแกะสลักหินโบราณ”
...
ช่างยาเล่าถึงความสามารถพิเศษด้านงานช่างของตนไม่ต่างจากพ่อว่า “ในวัยเด็กของช่างยา จำความได้ว่า จะเห็นผู้คนเดินทางมาจากต่างถิ่น มาว่าจ้างพ่อและแม่ แกะสลักหินอยู่ที่บ้าน ไม่ขาดสาย จนมาถึงรุ่น “ช่างยา” อรศิริ องค์สุนทร ก็มีความผูกพันกับปราสาทหินและงานช่างอย่างน่าประหลาด โดยในช่วงวัยเยาว์ช่างยาชอบฝันเห็นคนโบราณ ฝันเห็นปราสาทหินโบราณ หรือ ปราสาทหินหน้าพรหมสี่หน้า ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนเลย”
“ช่างยาในวัยเยาว์สามารถวาดภาพหน้าพรหมสี่หน้าออกมาได้ โดยไม่มีต้นแบบ และไม่เคยเห็นของจริง แต่เป็นภาพจำที่วาดออกมาจากความฝัน ซึ่งภาพพระพรหมสี่หน้าที่ช่างยาวาดตามจินตนาการในวัยเยาว์ มารู้ภายหลังจากโตมาแล้วว่า “คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตามศิลปะบายน”
...
“ พระพิฆเณศวร์ ที่พบที่วัดป่าพระพิฆเณศวร์ คาดว่าจะเป็นศิลปะขอมยุคบาปวนยุคต้น มีกลิ่นไอขอมยุคเกาะแกร์อายุราว 1600 ปี มีอายุเก่ากว่าศิลปะขอมยุคบายน เป็นยุคคลาสสิกที่ช่างพยายามแกะเลียนแบบมนุษย์มากที่สุด มีความอ่อนช้อย แม้กระทั่งหน้าแข้งก็มีสันเหมือนสันแข้งมนุษย์” ช่างยาเน้นคำ
ช่างยาเล่าว่า “ต่อมา ช่วงอายุประมาณ 13 ปี ช่างยาฝันเห็นคนโบราณอีกครั้ง เป็นชายโบราณเกล้าผม นุ่งโจงกระเบนสีขาวแบบพราหมณ์ เขามาชี้นิ้วบอก “ตรงนี้ ๆ” บริเวณใกล้เนินดินบนผืนดินของปู่ย่ากับย่า ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือน ฝันซ้ำซาก แบบนี้อยู่หลายครั้ง จนช่างยาต้องไปบอกปู่ให้พาไปที่นั่น และช่างยาก็ชี้บอกปู่ “ตรงนี้ ๆ ที่ฝันเห็น” แล้วบอกปู่ให้ขุด
“พ่อแม่และญาติๆ จึงช่วยกันขุด เมื่อขุดก็พบเครื่องมือโบราณ เหล็กสกัดโบราณที่ยังมีด้ามติดอยู่ ตรงจุดนั้นคล้ายเตาเผาโบราณ ที่ขุดลงไปเป็นเตาเผาสัมฤทธิ์ พบงานถ้วยชามสังคโลกเก่าเต็มไปหมด ภายหลังจากขุดพบเครื่องมือเหล็กแกะสลักหินโบราณดังกล่าวก็ไม่เคยฝันชายโบราณเกล้าผม ใส่ชุดขาว นุ่งโจงกระเบนสีขาวอีกเลย”
“การที่พบ เหล็กสกัด และ เตาเผาสัมฤทธิ์ ในจุดที่เป็นปราสาทเมืองเก่า สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่นั้นอาจเคยเป็นแหล่งพำนักของช่างหลวงในเส้นทางราชมรรคาในอดีต ก็เป็นไปได้” ช่างยาสันนิษฐาน
“ในปัจจุบัน แม้จะย้ายจากตาพระยามาอยู่ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วมากว่า 30 ปี แต่งานแกะสลักหินก็ยังคงเป็นอาชีพหลักที่สร้างตัวตนให้กับครอบครัว”
“การแกะสลักหินของครอบครัวไม่ใช่การเรียนรู้ทักษะใหม่ที่เริ่มจากศูนย์ แต่คือการ "ปลุกทักษะเดิม" ให้ฟื้นคืนมา มีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อที่แกะสลักผลงานส่งออกต่างประเทศ งานในไทยจึงไม่ค่อยมีให้เห็น จนมาถึงรุ่นลูกอย่างช่างยา(พี่สาวคนโต) ช่างหมาย(คนกลาง) ที่เริ่มจับเครื่องมือตั้งแต่อายุ 16 ปี ที่มีฝีมือเชิงช่างไม่แพ้กัน และยังถ่ายทอดไปยังหลานๆ ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าทักษะนี้ไม่ได้แค่สอนกันด้วยมือ แต่ส่งผ่านกันทางสายเลือด
ช่างยาย้ำว่า “สิ่งที่ตอกลงไปในเนื้อแต่ละก้อน กว่าจะเป็นงานแต่ละชิ้น คือลายเซ็นของช่างแกะสลัก ช่างแต่ละพื้นที่เขาก็จะมี "เอกลักษณ์" หรือลายเซ็นของตัวเองชัดเจน อย่างทางเหนือเขาก็จะมีความอ่อนช้อยแบบล้านนาหรือเชียงแสน ทางอีสานก็จะมีกลิ่นอายแบบศิลปะลาว ส่วนโคราชก็จะเป็นแบบผสมผสาน
ซึ่งงานแกะของครอบครัวนี้จะมีความแตกต่างของงาน แยกแยะได้ชัดเจนจากแหล่งแกะสลักหินอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการแกะสลักหินแบบร่วมสมัย เป็นแนว "งานใหม่" แต่ของครอบครัวช่างยา จะมีความผูกพันและซึมซับ "ศิลปะขอมโบราณ" มากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้งานของช่างยา มีเสน่ห์และจิตวิญญาณที่ต่างออกไป ซึ่งถือเป็นลายเซ็นของตระกูลช่างของครอบครัวเรา”
“ความพิเศษของสายตระกูลช่างยา คือการมี “ราก” ที่เชื่อมโยงกับศิลปะปราสาทหินโบราณโดยตรง ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและใจรักสูงมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การแกะให้เหมือนรูปทรงภายนอก แต่เป็นการแกะให้มี “ชีวิต” และ “ความขรึมขลัง” แบบของเก่าจริงๆ
เรื่องราวของช่างยาและครอบครัว เพชรเม็ดงามผู้รังสรรค์ศิลปะแกะสลักหินขอมโบราณ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในอรัญประเทศ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของช่างฝีมือทั่วไป แต่เป็น“สายเลือดศิลปิน” ที่หยั่งรากแก้วลึกลงไปในประวัติศาสตร์การสร้างงานศิลป์ ที่ส่งผ่านกาลเวลามานานนับพันปี เพื่อให้ศิลปะโบราณยังคงมีลมหายใจ และกลายเป็นมรดกของแผ่นดิน ต่อไปในโลกปัจจุบัน”