เด็กเชียร์นักท่องเที่ยวลงเรือสปีดโบ๊ตข้ามไปเกาะล้าน เปิดศึกยกพวกตะลุมบอนที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยา มีบาดเจ็บ 4 คน สาเหตุมาจากแย่งลูกค้า ตัดราคา
เวลา 17.00 น. วัยที่ 26 ส.ค.66 ร.ต.อ.อลิส พวงสไว รอง สวป.สภ.เมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุ มีกลุ่มคนทำงานเรือสปีดโบ๊ตเกือบ 20 คน ยกพวกตีกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบริเวณ ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังตำรวจสายตรวจ รุดไปทำการตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุ พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ฝ่ายต่างพากันแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ท่ามกลางความแตกตื่นและตกใจของกลุ่มนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่เพิ่งจะกำลังเดินทางกลับมาจาก เกาะล้าน ตรวจสอบเบื้องต้น พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นชายไทยทั้งหมด และมีอาชีพเป็นพนักงานของบริษัทฯ เรือสปีดโบ๊ตข้ามฝากไปเกาะล้าน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสภาพร่างกายสะบักสะบอม ใบหน้าเขียวช้ำปูดบวม จึงได้ประสานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา มาปฐมพยาบาลในเบื้องต้น นอกจากนี้ ตำรวจยังสามารถควบคุมตัวฝ่ายคู่กรณี ได้ 2 คน ก่อนจะเชิญทั้ง 2 ฝ่าย ไปสอบสวนที่โรงพัก
...
นายบอย อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นฝ่ายของผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน ที่ถูกรุมทำร้าย เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มพนักงานเชียร์ลูกค้าลงเรือสปีดโบ๊ตของบริษัทฯ ที่ตนเองทำงานอยู่ ได้มีปัญหากับ กลุ่มพนักงานเชียร์ลูกค้า อีกบริษัทหนึ่ง เพราะเรื่องคำพูดคำจา โดยเรื่องมีอยู่ว่า มีลูกค้า 5-6 คน กำลังเดินเข้ามาในสะพานท่าเทียบเรือ เพื่อข้ามไปเกาะล้าน กลุ่มของตนจึงเข้าไปพูดคุย และเชื้อเชิญลูกค้าให้ใช้บริการเรือสปีดโบ๊ต แต่จู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายวัยรุ่นพูดตะโกนมาว่า “ไปๆ ไม่ต้องไปลงเรือพวกมัน ไปลงเรือใหญ่โน่น” เมื่อกลุ่มของตนได้ยินแบบนั้น จึงเกิดความไม่พอใจ จึงพูดสวนกลับไปว่า ทำไมถึงพูดแบบนั้น จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีปากเสียงกัน ระหว่างที่ฝ่ายคู่กรณีกำลังจะเดินหนี ฝ่ายของตนพยายามจะกระโดดคว้าตัว แต่ฝ่ายคู่กรณีวิ่งหนีไปได้ จากนั้นฝั่งเขาและฝั่งเราก็มีการพูดคุยกัน โดยฝั่งคู่กรณียังพูดจาดี พร้อมทั้งรับปากว่าจะบอกลูกน้องให้ และขอให้ต่างฝ่ายต่างทำมาหากิน
นายบอย กล่าวอีกว่า กระทั่งช่วงเย็น ระหว่างที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ตนเห็นฝ่ายคู่กรณีกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่บริเวณหน้าหอนาฬิกา จากนั้นสักพักก็มีเหตุการณ์ตะลุมบอนกันเกิดขึ้น จึงรีบวิ่งไปดู ก็พบว่าพนักงานฝ่ายของตนถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ 4 คน พร้อมทั้งยืนยันว่า ในมุมของตน ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องของการแย่งลูกค้า หรือตัดราคากัน แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างคน 2 คน เรื่องคำพูดคำจาไม่ดีใส่กัน อีกทั้งตนก็ไม่รู้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้มาช่วยงาน นานๆ จะมาช่วย เพื่อหารายได้เสริม จากการเชียร์ลูกค้าให้บริษัทของรุ่นพี่เท่านั้น อีกทั้งอยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยลงมาแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเมืองพัทยาเสียหาย
ด้าน นายพีรศุภ วงค์สังข์ อายุ 21 ปี ฝ่ายคู่กรณี และเป็นบุคคลที่มีปากเสียงกับฝ่ายคนเจ็บ เมื่อช่วงตอนกลางวัน เล่าให้ฟังว่า มีช่วงตอนกลางวัน ขณะที่ตนกำลังเดินหาลูกค้า แต่ก็ถูกฝ่ายคู่กรณีพูดจาตัดราคาลงเรือสปีดโบ๊ตเหลือเพียง 150 บาท แบบทั้งไปและกลับ ซึ่งราคามาตรฐานจริงๆ คือ ราคา 250 บาท ทำให้ตนไม่พอใจ จนพูดกลับไปว่าทำแบบนี้ไม่ถูก จนเกิดการโต้เถียงกัน ถึงขั้นท้าต่อยกันตัวต่อตัว จากนั้นก็มีชายฉกรรจ์คล้ายกับการ์ดดูแลความปลอดภัยเจ้าของบริษัทฯ คู่กรณี และเคยอ้างตัวเป็นตำรวจ เข้ามาล็อกคอและพยายามจะชกต่อย แต่ตนโยกหลบทัน ก่อนจะสลัดตัวแล้ววิ่งหนีกลับมาบอกผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่แนะนำให้ไปแจ้งความ ซึ่งตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองพัทยา จนกระทั่งช่วงเย็น ระหว่างที่กลุ่มของตนกำลังนั่งอยู่บริเวณลานหอนาฬิกา ฝ่ายคู่กรณี 6-7 คน ได้เดินปรี่เข้ามาหา โดยไม่ทราบว่าจะเข้ามาพูดคุย หรือจะเข้ามาหาเรื่อง แต่ด้วยความที่พี่ชายของตนได้ตะโกนถามไปว่า “เมื่อตอนกลางวันใครล่อน้องกู” พอพูดจบ ชายใส่ชุดดำก็เดินปรี่เข้ามาต่อยพี่ชาย จนเกิดการตะลุมบอนดังกล่าว
ขณะที่ นางสาวชลิตา บุญมาฉาย 38 ปี ซึ่งเป็น นายจ้างของ นายพีรศุภ วงค์สังข์ เผยว่า รับรู้ปัญหามาโดยตลอด ที่ผ่านมาพยายามอดทนและไม่ตอบโต้ใดๆ ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากเรื่องพูดจาตัดราคากัน โดยปกติค่าโดยสารนั่งเรือสปีดโบ๊ตข้ามเกาะล้าน เที่ยวละ 150 บาท ต่อคน ถ้าไปและกลับจะอยู่ที่ 300 บาท แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังมีนักท่องเที่ยวไปข้ามไปเกาะล้านมากขึ้น ทางบริษัทฯ จึงจัดทำราคาไป-กลับ เกาะล้านด้วยเรือสปีดโบ๊ต เหลือเพียง 250 บาทต่อคน ซึ่งเจ้าอื่นๆ ก็ทำตามกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า แต่ก็ถูกพนักงานฝ่ายคู่กรณีออกมาตัดราคาเหลือเพียง 150 บาท ไป-กลับ และพูดจาแขวะใส่เป็นประจำ อีกทั้งหนักสุด เคยถูกพูดจา ดูถูกใส่ว่า “ไอ้พวกกระจอก” จนมาในวันนี้ ได้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งช่วงกลางวัน ตนก็พยายามห้ามลูกน้อง ตกตอนเย็นก็มีการยกพวกตะลุมบอนกันอีก ซึ่งตนพยายามเข้าไปห้าม และให้ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย อีกทั้งขอพูดความในใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ลูกน้องของตนเป็นฝ่ายผิด ก็พร้อมจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ ขอให้ฝ่ายคู่กรณียุติทุกอย่างไว้แค่นี้ได้หรือไม่ และต่างฝ่ายต่างทำมาหากิน เพื่อทุกอย่างจะได้จบลงเสียที
...
อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่แจ้งข้อหากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยมีการส่งตัวคนเจ็บไปทำการตรวจร่างกาย และจะนัดหมายพูดคุยกันอีกครั้ง พร้อมกับให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย