ชีวิตรันทดของ "ศักดิ์สิทธิ์ สู้เสรี" อดีตนักร้องดังจากเพลง "พบรักเมื่อรถแซง" ตาบอดสนิทมา 15 ปี ขอวอนผู้ใจบุญช่วยติดต่อประสานหาสถานพยาบาลหรือแพทย์ช่วยรักษา เพราะอยากกลับมามองเห็นอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชีวิตของอดีตนักร้องเจ้าของเพลงดัง "พบรักเมื่อรถแซง" ที่ตาบอดสนิทใช้ชีวิตแสนเข็ญ ซึ่งทางผู้สื่อข่าวทราบข่าวจึงเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 57 ม.4 ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวก่ออิฐถือปูนหลังเล็ก ก็ได้พบกับ นายสุพิณ จันทร์ทรัพย์ อายุ 75 ปี หรือที่เมื่อหลายสิบปีก่อน มิตรรักแฟนเพลงรู้จักกันดีว่า "ศักดิ์สิทธิ์ สู้เสรี" กำลังใช้จอบเล็กๆ นั่งถอนหญ้าและพรวนดินอยู่บริเวณข้างบ้าน จึงได้ขออนุญาตพูดคุยและขอบันทึกภาพรวมทั้งคลิปวิดีโอ ซึ่งเจ้าตัวก็ยินยอมและได้หยุดพรวนดินพร้อมนั่งพูดคุยด้วย
นายสุพิณ อดีตนักร้องชื่อดัง เปิดเผยว่า เดิมทีตัวเองเป็นคนตำบลหนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี หลังจากบวชเรียนทดแทนคุณพ่อแม่ ก็เริ่มต้นชีวิตวัยหนุ่มด้วยการไปสมัครเป็นนักร้องเชียร์รำวงให้กับคณะดาราน้อย และได้ใช้ชีวิตโลดแล่นไปตามประสาคนหนุ่ม แต่อยู่มาหลายปีก็รู้สึกเริ่มเบื่อ จึงได้ลาออกไปรับจ้างขับรถสิบล้อได้ช่วงระยะหนึ่ง แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบร้องเพลงมาตั้งแต่วัยเด็ก และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้อง จึงเดินทางไปสมัครเป็นนักร้อง อยู่กับวงดนตรีของครูเพลง ฉลอง ภู่สว่าง ในยุคเดียวกับ คัมภีร์ แสงทอง อดีตนักร้องชื่อดังอีกคน ซึ่งก็ดูว่าน่าจะไปได้ดี
...
อดีตนักร้องชื่อดัง กล่าวต่อว่า แต่นานวันเข้าก็มีปัญหากับนักร้องในวงดนตรีถึงขั้นทะเลาะชกต่อยกัน ถึงขนาดเรียกว่าใครพลาดก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่งก็เลยต้องออกมาจากวงและมาเจอกับ ศรีนวล นพดล ก็เลยชักชวนตนไปอยู่กับวงดนตรีคณะดนตรี พิณ ศรีวิชัย ที่กำลังพอมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น ซึ่งก็ได้รับความเมตตาให้อยู่ประจำคณะ โดยมีหน้าที่ขับรถให้กับวงดนตรี รวมทั้งร้องเพลงไปด้วย ซึ่งตอนนั้นตนเองก็ได้แต่งเพลงเขียนเพลงเองไว้หลายสิบเพลงด้วย เช่นเพลง ใครสอนเธอให้เกลียดคนจน , พบรักเมื่อรถแซง ทำให้ถูกใจและเป็นที่ชื่นชอบของหัวหน้าคณะ จึงได้สนับสนุนให้ตนเองได้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2519 และปล่อยเพลงออกไปตามสถานีวิทยุต่างๆ ซึ่งก็ได้รับความสนใจและการต้อนรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังพร้อมทั้งรับงานและเดินสายทำการแสดงไปทั่วประเทศอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้ไปทำการแสดงที่วัดบ้านไร่ อ.พานทอง และได้พบรักกับภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาถึงทุกวันนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2519 และมีบุตรสาว 1 คน ปัจจุบันมีงานทำแล้ว
นายสุพิณ กล่าวอีกว่า หลังจากแต่งงานกันหลายปี จนกระทั่งมีบุตรสาวด้วยกันแล้ว ตนเองก็ได้หยุดใช้ชีวิตกับการเดินสายไปกับวงดนตรี โดยหันมาเอาดีด้วยการเป็นนักร้องตามร้านอาหารในจังหวัดชลบุรี รวมทั้งเป็นนักดนตรีด้วยการเล่นอิเลคโทนไปด้วย โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก อ.เกื้อ อุตสาหกานนท์ ได้มอบเมโลเดียน ให้มาหนึ่งตัว จึงมาศึกษาฝึกฝนด้วยตนเอง กระทั่งสามารถเล่นได้และขยับไปเล่นอิเลคโทน ซึ่งก็มีรายได้ดี เนื่องจากมีลูกค้าทั้งชายหญิงชื่นชอบการร้องเพลงของตนเอง และให้รางวัลเป็นสินน้ำใจทุกคืน ทำให้ตนเองสามารถปลูกบ้านหลังย่อมๆ ที่ได้พักอาศัยอยู่ทุกวันนี้ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2550 ดวงตาก็เริ่มมีปัญหา เริ่มต้นด้วยการเห็นแบบฝ้าฟาง จึงรีบเดินทางไปพบแพทย์หลายแห่งเพื่อรักษาอาการ แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งตาบอดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลยแบบ 100% ทั้งสองข้าง
...
"ทุกวันนี้ก็ยังอยู่กับภรรยาและลูกสาว เพียงแต่ลูกสาวเขาแต่งงานมีครอบครัวก็เลยแยกไปอยู่คนละหลัง ภรรยาก็ไปปลูกร้านขายของโชห่วยเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ห่างกันมากนัก โดยตนเองมีไม้เท้าเป็นผู้นำคลำทางในการเดินอยู่ในบ้านและบริเวณบ้าน รวมทั้งมีวิทยุทรานซิสเตอร์เป็นเพื่อนคลายเหงาและบอกเวลาว่ากี่โมงแล้ว ส่วนโทรศัพท์ก็ไม่ได้ใช้มาตั้งแต่ตนเองตาบอดแล้ว เพราะมองไม่เห็นจึงไม่สามารถใช้ได้ รายได้ก็มีบัตรผู้พิการเดือนละ 1,000 บาท รวมไปถึงบุตรสาวก็ให้ใช้จ่ายอีกเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งตนเองก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร เนื่องจากทุกวันภรรยาจะเป็นผู้หุงหาและนำข้าวปลามาส่งทุกวัน ส่วนที่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ อยากจะมองเห็นอีกสักครั้ง ซึ่งก็ไม่อยากจะไปรบกวนใคร เพียงแต่ต้องการให้พาไปพบแพทย์ที่เก่งๆ เท่านั้น" อดีตนักร้องชื่อดัง กล่าว
นายสุพิณ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณมายังทีมข่าวที่ยังให้ความสำคัญกับชีวิตของตน และต้องขอขอบคุณ คุณพิณ ศรีวิชัย อดีตเจ้าของวงดนตรี รวมไปถึง คัมภีร์ แสงทอง , โฆษิต นพคุณ พร้อมด้วย วิษณุกร นครปฐม อดีตพระเอกละครคณะเกศทิพย์ และเพื่อนักร้องดังในอดีต ที่ได้เคยแวะมาเยี่ยมสอบถามสารทุกข์สุกดิบให้กำลังใจเป็นอย่างดี ทำให้ตนเองมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นทางอดีตนักร้องชื่อดังยังขับร้องเพลง คนละวันกัน ที่แต่งไว้ล่าสุดให้ผู้สื่อข่าวฟังอย่างอารมณ์ดีอีกด้วย.
...