นายกเทศมนตรี ต.หนองไม้แดง จ.ชลบุรี เงินหายเกือบทุกวัน 5 พัน ถึง 2 หมื่น สงสัยคนรอบข้างจนถูกมองว่าป่วยทางจิต เป็นโรคหวาดระแวง ตัดสินใจติดกล้องวงจรปิด พบตัวการคือสาวพนักงานฝ่ายทะเบียนราษฎรที่เลี้ยงดู ส่งเสียและรักเหมือนลูก เข้ามารื้อค้นขโมยเงินต่อเนื่องถึง 21 วัน คาดได้ไปกว่า 10 ล้าน สู้คดีถึงฎีกา ศาลตัดสินจำคุก 12 ปี 

นางตวงทิพย์ ภาวสุทธิ์ชัยกิจ นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.หนองไม้แดง ได้เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนหัวฬ่อ อ.เมืองชลบุรี ทำการจับกุม น.ส.สุนันทา สืบแก้ว อายุ 29 ปี พนักงานฝ่ายทะเบียนราษฎร อำเภอเมืองชลบุรี โดยมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดภายในห้องนอนของบ้านเลขที่ 63/2 หมู่ 3 ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของ นางตวงทิพย์ ภาวสุทธิ์ชัยกิจ นายกเทศมนตรีตำบลหนองไม้แดง จับภาพพฤติกรรมขณะเข้าไปรื้อค้นในห้องนอน ก่อนจะหยิบเงินในกระเป๋าออกไป

หลังการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด พบว่า น.ส.สุนันทา ได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันทุกวันรวม 21 ครั้ง สืบเนื่องจากตลอดเวลาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี นางตวงทิพย์ ถูกขโมยเงินวันละประมาณ 5,000 ถึง 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้สังเกต จนมาระยะหลังจึงพบว่าเงินหายไปตลอดทุกวัน ทีแรกก็สงสัยคนรอบข้างทุกคน แม้กระทั่งลูกสาวตัวเองก็ยังคิดว่าเป็นขโมย จนถูกคนรอบข้างมองว่าป่วยมีอาการทางจิต เป็นโรคหวาดระแวง จึงตัดสินใจติดกล้องวงจรปิดภายในห้องนอน จึงได้เห็นพฤติกรรมทุกอย่าง

"ได้อดทนแบบสุดๆ ให้กล้องจับภาพทุกวันเป็นเวลา 21 วัน จึงแน่ใจแน่นอนว่าสิ่งที่ตัวเองสงสัย คนร้ายที่ขโมยเงินไปทุกวันคือ น.ส.สุนันทา จึงตัดสินใจนำคลิปกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ในเคหสถาน"

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา พบมีการเปิดบัญชี 5 ธนาคาร และบางธนาคารมียอดเงินสะสมกว่า 4 ล้านบาท ทั้งที่ผู้ต้องหามีเงินเดือนจากการเป็นพนักงานเทศบาลเพียง 12,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริง โดยก่อเหตุประมาณ 2 ปี และอ้างว่ามูลเหตุจูงใจเกิดจากความโลภ ส่วนเงินที่ยักยอกไปได้นำไปใช้จ่ายรายวัน ขณะที่ผู้เสียหายคาดว่าเงินน่าจะหายไปเกือบ 10 ล้านบาท ต่างกรรม ต่างวาระ

หลังจากคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทางผู้ต้องหาได้ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ไปถึงชั้นฎีกา อ้างว่ามีภาระต้องดูแลบิดามารดาที่ชรา และต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ยังไม่ได้เรียนหนังสือ โดยศาลฎีกาพิพากษาว่า เหตุที่อ้างยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงได้ตัดสินจำคุกจำเลย รวม 12 ปี นอกจากนี้โจทก์มีการฟ้องแพ่งด้วย

นางตวงทิพย์ ภาวสุทธิ์ชัยกิจ เปิดเผยด้วยว่า ความรู้สึกว่าที่ผ่านมา ระหว่างคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล ตนรู้สึกว่าช้ามาก จนมาถึงวันนี้รู้สึกดีใจที่สุดที่สามารถเอาคนผิดที่ไม่รู้จักบุญคุณคนให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ตลอดเวลาเขาไม่สำนึกผิดที่ทำกับเรา เพราะหากเขารู้สึกผิด เขาคงไม่สู้คดีจนถึงชั้นศาลฎีกา ตนจึงอยากที่จะฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้อื่น ว่า ถึงแม้เราจะทำดีกับใครมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเขานั้นจะดีตอบกับเรา ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของตนครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ยังคุยกันอยู่ว่าติดคุกหรือไม่ติดคุก หากไม่ติดตนก็จะคิดมากกว่าเก่า เพราะที่ผ่านมาเงินหายไป บอกลูก ลูกยังหาว่าบ้า คนข้างเคียงก็พลอยว่าไปด้วย ตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมากรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม แต่ยังมีอีกศาลที่จะให้ฟ้องยึดทรัพย์ที่เอาเงินไป ได้ร้องให้ศาลอายัดทรัพย์ไว้ก่อน จะขึ้นศาลอีกครั้งในเดือนตุลาคม ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าสงสารเลย รู้สึกว่าการจำคุก 12 ปียังน้อยไปซะอีกที่เขาทำกับเรา เรารักเขาเหมือนลูก ทั้งเลี้ยงดูส่งเสีย ให้ทำงาน ทุ่มเททุกอย่าง ทำเราหนักเกินกว่าที่เราจะอภัยให้ได้ ขอให้เป็นไปตามกรรมที่เขาทำไว้.