“ช้ำอกเหมือนตกตาล”...ย้อนวันวานเมื่อปลายปี 2556 น้ำมันดิบรั่วก้นอ่าวไทยที่มาบตาพุด คราบน้ำมันกระจายไปตามแรงลมจนถึงอ่าวพร้าวด้านตะวันตกเกาะเสม็ดดำเป็นปื้น เพราะฟองคลื่นกลายเป็นฟองดำน้ำมันแทน...ธุรกิจท่องเที่ยวพังยับเยินทั่วเกาะ รวมถึงตลาดอาหารทะเลระยอง

คล้อยหลังมาวันนี้ 8 ปีกว่าๆแล้ว...เกิดเหตุน้ำมันรั่วเป็นคำรบสอง คราวนี้คราบน้ำมันซัดใส่ชายหาดแผ่นดินใหญ่ พังไม่รู้เท่าไร จากผลที่ ใช้อุปกรณ์ท่อมาเกือบสามสิบปี โดยไม่ปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันปัญหา

ธุรกิจท่องเที่ยวที่หวังฟื้นตัวหลังโควิดกลับทรุดหนักทุกข์กระหน่ำซ้ำ ผสมโรงผนวกกับมหากาพย์น้ำมันขึ้นราคาไล่กันเป็นระลอกถึง 8 ครั้งต่อเนื่อง...“ระยอง” ยามนี้จึงเหมือนคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

ยังพอหายใจได้บ้าง...เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศเป็น “ปีท่องเที่ยวไทย” กลางสายลมเงียบ ภายใต้แนวคิด “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ นิว แชปเตอร์” แม้ “โอมิครอน” จะยัง “ยกรบ” ไม่เลิก

...

ช่วงเวลาเดียวกับที่...วัชรพล สารสอน ผอ.ททท.ระยอง ได้คิดสร้างสีสันใหม่ให้ระยองเป็นนครสำคัญ หนึ่งในสามระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มีเอกลักษณ์ความเป็นเมืองท่องเที่ยวบทใหม่...หรือ “นิว แชปเตอร์” แห่งภาคตะวันออก

ระหว่างหาดแหลมแม่พิม แม่รำพึง แหล่งพักผ่อนอมตะรอการฟื้นฟูกับเกาะเสม็ด สโลแกน “ไปเสม็ด...เสร็จทุกราย” เพราะมีความสวยงามหาตัวจับยาก...แม้ฝั่งทะเลอันดามันก็เถอะ

วันนี้...วัชรพลเสนอว่า มีป่าชายเลนปากแม่น้ำที่มิใช่ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งพบว่า กำเนิดโดยน้ำมือมนุษย์ชื่อ “นายสมบุญ สุขอินทร์” ชาวประมงโนเนม จ.ระยอง ขณะนั้นเขาอายุ 40 ปี...ลงแรงปลูกกล้าไม้ทีละต้นสองต้น ไม่มีสื่อโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์ฉบับใดๆมะรุมมะตุ้มหวังเต้ยข่าว

วัชรพล สารสอน
วัชรพล สารสอน

ปฏิบัติการนายสมบุญยาวนาน 40 ปี จนวัย 80 ปี ท้องน้ำที่ ว่างเปล่ากลายเป็นป่าผืนใหญ่ 500 ไร่ กล้าไม้กลายเป็นพันธุ์ไม้นานาชนิดงอกงามอยู่ตรง ต.ปากน้ำ ปลายจมูกเมืองสุนทรภู่

และโชคดี...ป่าชายเลนแห่งนี้ไม่ถูกทิ้งร้างให้ผู้มากบารมีใช้เป็นฉากปลูกป่าแกงประชาชน...เพราะปลายปี 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯได้ลงนามเอ็มโอยูร่วม อบจ., เทศบาลกับหน่วยงานรัฐและเอกชน จ.ระยอง ในการอนุรักษ์พัฒนาป่าชายเลน 500 ไร่ผืนนี้...

เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ กับส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางเมือง รองรับหน้าตาอีอีซีระยอง

ขึ้นปกเป็น “ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง” ปี 2561 เริ่มบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ อาทิ ลำพูน ลำแพน จิกน้ำ พังกาหัวสุมดอกแดง สำมะง่า ตุ่มทะเล แสมเหงือกปลาหมอทะเล โกงกาง ตะบูน ถอบแถบน้ำ จากประสัก ให้เป็นโซนต่างๆ

โดย โซนที่ 1 เป็นกิจกรรมดำเนินการในป่าชายเลน เช่น หอชมวิว การปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม...โซนที่ 2 ศูนย์การเรียนรู้...โซนที่ 3 หลากหลายด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ที่พบในป่าแห่งนี้ เช่น หิ่งห้อย นกกระยาง-กระยูง...โซนที่ 4 เป็นกิจกรรมขุดร่องแพรกและกำจัดวัชพืช

นอกจากนี้...ยังเป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาการพิเศษของพืชในป่าชายเลนที่เติบโตได้ในโคลนนิ่มและอากาศที่มีความเค็มสูง โดยพืชชนิดอื่นมิอาจยืนหยัดอยู่ได้...น่าสนใจอีกว่าตรงสายใยป่าชายเลน ที่บอกให้รู้ว่าใบซึ่งร่วงจะเป็นอาหารให้ปู โปรโตซัวจะเป็นแบคทีเรียให้กุ้งกินต่อไป

...

แล้วรู้มั้ย...รากไม้จะสลายเป็นสาหร่ายอาหารของหอย และปลาเล็กปลาน้อยถึงปลาใหญ่ให้มนุษย์ได้กินเป็นปลาทอด ปลาเผา และปลาแกงในที่สุด...เท่านั้นยังไม่พอ หากมองต้นอ่อนพันธุ์ไม้ที่เกิดจากกิ่งไม้ใหญ่ตกลงมา และยากจะเติบโตได้เพราะความหนาแน่น ของต้นไม้

มันจะค่อยๆตายแล้วกลายเป็นเศษไม้กองรวมกันให้สัตว์น้ำมาใช้ หลบภัย...รวมกระทั่งปู

ที่ป่าแห่งนี้...จึงมีหน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่งลงทุนนำกิ่งไม้ดังกล่าว มาสร้างเป็น “คอนโดปู” ให้ปูแสม ปูดำ ปูเทียน ปูหนุมาน ลูกปลากะพง ปลาดอกหมวก ปลาอิจัง และปลากระบอก ได้อาศัยเหมือนมนุษย์อาศัยในคอนโดมิเนียม พ.ศ.นี้

“ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำฯ” สร้างเสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2563 ขณะ “เดลตา” กำลังระบาดแข่ง “โอมิครอน” ที่เข้ามาผสมโรงแล้ว เปิดให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ พักผ่อน และชื่นชมธรรมชาติป่าชายเลน ฝีมือลุงสมบุญผู้ริเริ่มมากับมือ ระหว่าง 06.00-18.30 น. ทุกวัน

โดยมีสะพานครึ่งปูนครึ่งไม้ยาวโอบป่า 1,840 เมตร ให้เดินชม ลักษณะกายภาพป่าและออกกำลังกาย กับสะพานอีก 2 แห่ง เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติยาว 922 เมตร กับ 654 เมตร ทั้งนี้ มีเงื่อนไขคือ ปฏิบัติตัวตามกระบวนการ “นิว นอร์มอล”...ล้างมือและเว้นระยะห่างทางสังคม

...

“ป่าชายเลนแห่งนี้สมบูรณ์มาก เหมาะกับการส่งเสริมเป็นเมืองเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยว จังหวัดระยอง อีกแห่งหนึ่ง” วัชรพล ว่า

“เพราะเป็นหนึ่งเดียวในประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สะดวกต่อ การเดินทางเข้าถึง มีศักยภาพสูงสมควรเป็นระยอง นิว แชปเตอร์ แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ภายใต้อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ นิว แชปเตอร์ ตั้งแต่ปีนี้”

ย้ำว่า...เครือข่ายสำคัญทางการท่องเที่ยวละแวกเดียวกัน คือ “พระเจดีย์กลางน้ำฯ” ริมฝั่งแม่น้ำระยอง สร้างเมื่อปี 2461 นับได้ 149 ปี ลักษณะสถาปัตยกรรมคล้าย “พระสมุทรเจดีย์” สมุทรปราการ มีงานสมโภชทุกปีช่วงเดือน 12

ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นเสริมสิริมงคลก่อนเข้าสู่ป่าชายเลน ให้วางแผน ส่งเสริมกรณีมีนักท่องเที่ยวหมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ได้ประสาน ททท.ระยอง ที่ Facebook : ททท.สำนักงานระยอง หรือ e-mail : tatryong@tat.or.th ไว้ก่อนแล้ว จะได้รับ บริการเลี้ยงอาหาร 1 มื้อ หัวละ 250 บาท ในร้านอาหารชั้นนำ จ.ระยอง

...

แต่มีข้อแม้ว่า...จะต้องพักค้างคืนใน จ.ระยอง อย่างน้อย 1 คืน และเที่ยว “ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำฯ” พร้อมทำกิจกรรมจิตอาสา เช่น เก็บขยะจำพวกเศษสิ่งที่มนุษย์ใช้แล้วทิ้งโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ ขวดน้ำ ถุงพลาสติก

หรือปล่อยลูกปูเข้าสู่ “คอนโดปู” ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านปากน้ำก็พร้อมจะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้ เป็นการกระจายรายได้และชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้...การเที่ยวป่าชายเลนยังช่วยต่อยอดไปถึงการทำประมง ของชาว ต.ปากน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปมากมาย ขยายไปถึงแหลมเจริญฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ที่ชาวบ้านจะพลอยได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยว...ผู้มาเยือนชม แล้วก็ช็อปกลับไป

นี่คือบริบทสำคัญ “ระยอง นิว แชปเตอร์” ที่จะลดความกดดันมนุษย์ ให้อยู่ร่วม “เดลตา” และ “โอมิครอน” กับ “คราบน้ำมันดิบ” ให้ได้...เพื่อฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตจะได้เดินต่อไป?