สทนช.วางแผนเตรียมปันน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ช่วยอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง นับ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เริ่มเดือน มี.ค.63 นี้ เพื่อสนับสนุนน้ำภาคการผลิตในพื้นที่ ระยองและใกล้เคียง ช่วงแล้งนี้
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.63 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลัง การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และร่วมทำ MOU การดำเนินการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จ.จันทบุรี ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ว่า ที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากการคาดการณ์ปริมาณฝนในประเทศไทย ระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.63 ที่อาจมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยและฝนจะมาล่าช้ากว่าปกติ ทุกฝ่ายจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (ฉะเชิงเทรา,ชลบุรี,ระยอง) ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใยว่าปริมาณน้ำตันทุนในแต่ละพื้นที่ อาจมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดฤดูแล้ง
สทนช.จึงได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อเป็นแกนกลางประชุมกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ดำเนินการในลักษณะของโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน โดยใช้น้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง จัดสรน้ำไปให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ จ.ชลบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ที่มีการใช้น้ำวันละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องมีการสูบผันน้ำ จากอ่างเก็บน้ำประแสร์ มาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำในอ่องเก็บน้ำประแสร์ จะเหลือต่ำกว่าปริมาณน้ำเก็บกักต่ำสุด (Dead Storge) ในเดือนเมษายนนี้ และไม่อาจหาน้ำจากแหล่งอื่นมาเพิ่มได้อีก
จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแนวคิดที่จะน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ปัจจุบันมีปริมาณในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ 49.62 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการคำนวณปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณเพียงพอ สำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์โดยรอบ จนสิ้นสุดฤดูแล้งในปลายเดือน พ.ค.63 และยังมีปริมาณน้ำที่เหลือ ที่สามารถระบายลงคลองวังโตนด และเดินเครื่องสูบที่สถานีสูบน้ำคลองวังโตนด ผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ ได้อีก จากเดิมที่เคยระบายอยู่ที่วันละ 180,00 ลูกบาศก์เมตร เป็นระบายเพิ่มขึ้นอีกวันละ 460,000 ลูกบาศก์เมตร รวมระบายทั้งสิ้นวันละ 648,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนช่วยเหลือพื้นที่ จ.ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตลอดฤดูแล้งปีนี้
ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า จากการพูดคุยของทุกฝ่ายร่วมกัน โดยมีการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกิจกรรมการใช้น้ำต่างๆ เพื่อเป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน จนได้ข้อสรุปที่ตกผลึกและนำมาซึ่งการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน และคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด เพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นการเฉพาะกิจในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้ระบบสูบน้ำสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ซึ่งต้องไม่เกิดผลกระทบการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนต ทั้งนี้ หากเกิดผลกระทบจะให้หยุดสูบผันน้ำทันที.