บีโอไอ ร่วมกับสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา และทีเส็บ สำรวจเส้นทางเดินเรือจากจังหวัดตราดผ่านจังหวัดสีหนุวิลล์ กัมพูชาไปยังเกาะฟูก๊วกของเวียดนาม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดตราดและภาคตะวันออกของไทย โดยพร้อมผลักดันให้เกิดการเดินเรือในเส้นทางสายนี้อย่างเป็นทางการในปี 2563 นี้
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ร่วมกับสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ทีเส็บ หอการค้าแห่งประเทศไทย กำลังผลักดันให้จังหวัดตราด เปิดเส้นทางการค้าการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจของ 3 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชาและเวียดนาม เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในฝั่งตะวันออกของไทย มีมูลค่าการค้าชายแดนถึงปีละกว่า 3 หมื่น 5 พันล้านบาท โดยสินค้าหลักที่ส่งออกจากจังหวัดตราดไปยังกัมพูชาและเวียดนาม คือ น้ำตาล เครื่องดื่มและอาหารเสริม
นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนน่าศึกษาทั้งทางบกและทางทะเล ทางสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา จึงนำภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐบาลลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจากจังหวัดตราด ผ่านจ.เกาะกง จ.สีหนุวิลล์ มุ่งหน้าสู่เกาะฟูก๊วก ของเวียดนาม โดยทางไทยกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดเส้นทางเดินเรือจากจังหวัดตราดไปยังจังหวัดสีหนุวิลล์ ของกัมพูชาและเกาะฟูก๊วกของเวียดนามให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมให้ได้ภายในปีหน้านี้ โดยเส้นทางทางทะเลจากเกาะช้าง จังหวัดตราดถึงจังหวัดสีหนุวิลล์ กัมพูชา มีระยะทาง 106 ไมล์ทะเล และจากจังหวัดสีหนุวิลล์ ถึงเกาะฟูก๊วก ทางตอนใต้ของเวียดนาม มีระยะทาง 63 ไมล์ทะเล
ทั้งนี้คณะสำรวจชุดนี้ซึ่งมีนายธานี แสงรัตน์ เอกอัคราชฑูต ณ กรุงฮานอย เป็นหัวหน้าคณะ มีความเห็นตรงกันว่า ถ้าผู้ประกอบการเดินเรือทั้ง 3 ประเทศสามารถเชื่อมเส้นทางเดินเรือได้ในอนาคต ภูมิภาคตะวันออกของไทย รวมไปถึงกัมพูชาและตอนใต้ของเวียดนามจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวใหม่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดเพราะไทยมีศักยภาพที่ดีที่สุดทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและผลไม้ของระยอง จันทบุรีและตราด ที่มีรสชาติโดดเด่น
การเชื่อมเส้นทางสายตะวันออกทางทะเลไปยังทางภาคใต้ของกัมพูชาและเวียดนาม ถือเป็นสิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในทะเลอ่าวไทย ขณะที่ในซีกของทะเลอันดามันมีการท่องเที่ยวทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านมาระยะหนึ่งแล้วจากจังหวัดระนองไปเกาะสองของพม่า และจากจังหวัดสตูลไปเกาะลังกาวีของมาเลเซีย ซึ่งการประชุมสภาธุรกิจไทย กัมพูชาและเวียดนามครั้งที่ 3 จะมีขึ้นที่จังหวัดตราดในเดือนกรกฎาคมซึ่งหากมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงกันได้ จะทำให้โครงการนี้มีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยืนยันจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ในรัฐบาลชุดใหม่นี้