งานวิวาห์ตัวตะกอง (ตัวลั้ง) หรือ กิ้งก่ายักษ์ สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ หนึ่งเดียวในจังหวัดระยอง
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กระแสบน ได้มีแนวคิดเรื่องการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และวัฒนธรรมชุมชน โดยมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสนี้ จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดให้มีกิจกรรม งานวิวาห์แต่ง งาน ลั้ง (ตะกอง) ขึ้น โดยใช้ชื่องาน วิวาห์ “ตัวลั้ง” หวานชื่นคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่ง “ลั้ง” เป็นสัตว์ประจำถิ่นหาดูได้ยากยิ่งปัจจุบันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์และเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นนำไปสู่การยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน และเพื่อเป็นเกียรติในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนกระแสบนในครั้งนี้
นายบุญสืบ แกล้วกล้า กำนันตำบลกระแสบน เผยถึงกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.2562 โดยมีตัวเจ้าบ่าวเป็นตัวลั้ง จากชุมชนตำบลชากพง ชื่อพี่ทองเอก คลองทุเรียน นำโดย นายบุรี สำเร็จ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลชากพง อ.แกลง เดินทางมาขอวิวาห์กับตัวลั้ง น้องชบา คลองกระแสบน โดยนายบุญสืบ แกล้วกล้า ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลเป็นประธานฝ่ายเจ้าสาว
นายบุญสืบ แกล้วกล้า กล่าวว่า นับเป็นงานแต่งงานตัวลั้งหรือตะกอง หรือกิ้งก่ายักษ์ครั้งแรกของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อเป็นการร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ที่เริ่มจะเหลือน้อยหรือเกือบสูญพันธุ์ไปในพื้นที่
การเข้าร่วมกิจกรรม วิวาห์ “ตัวลั้ง” หวานชื่นคืนสู่ธรรมชาติ ในครั้งนี้ เริ่มจากขบวนแห่เจ้าบ่าวจากตำบลชากเดินทางมาถึงเรือนวิวาห์หน้าวัดกระแสคูหาสวรรค์ บริเวณริมคลองซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์จำพวกตัวลั้ง ประกอบพิธีตามขั้นตอนก่อนปล่อยลงสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ของสัตว์
คมเดช วงศ์พิน ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตำบลกระแสบน พร้อมนายบุญสืบ แกล้วกล้า กำนันตำบล ได้ลงเรือท่องเที่ยวของกลุ่มอนุรักษ์ พาลงเรือไปดู ตัวลั้งที่กำลังจะสูญพันธุ์ ไปจากคลองประแส หลังจากลงเรือ เรือวิ่งไปตามลำคลอง มีป่าไผ่ ขึ้นอยู่ตามริมแนวชายคลอง พบตัวลั้งนอนผึ่งแดดมองดูพวกเราอยู่ สามารถพบเห็นทั้งหมด 3 ตัว อาศัยอยู่ตามแนวชายคลองเพื่อหาคู่ และวางไข่ออกลูกหลาน
ป้าคนหนึ่งอายุกว่า 70 ปี กล่าวว่า ตนเองอาศัยหากินอยู่กับคลองประแสมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เมื่อก่อนมีตัวลั้งมากมาย ยังเก็บไข่ของตัวลั้งมาต้มกิน แต่ปัจจุบัน หาไม่ได้แล้ว พวกเราต้องคอยอนุรักษ์ ไม่ให้คนมาจับทำเป็นอาหารอีก ด้านนายคมเดช วงศ์พิน ประธานวิสาหกิจชุมชุนฯ ตำบลกระแสบน ได้เสริมว่าทางกลุ่มได้ร่วมกันอนุรักษ์ตัวลั้งนี้เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากเป็นสัตว์คุ้มครอง และหายาก ต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ไว้และหาทางขยายพันธุ์ให้เพิ่มมากขึ้น ให้คนรุ่นหลังไว้ดู ทางกลุ่มฯ ได้จัดให้มีล่องเรือชมตัวลั้งตามแนวชายคลอง สามารถติดต่อมาทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลกระแสบนได้
ตะกอง หรือ ลั้ง หรือ กิ้งก่ายักษ์ (อังกฤษ: Chinese water dragon; ชื่อวิทยาศาสตร์: Physignathus cocincinus) เป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่า ในวงศ์กิ้งก่า (Agamidae) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบได้ในประเทศไทย มีรูปร่างทั่วไปคล้ายอีกัวน่าที่พบในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ลักษณะขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณ 90-120 เซนติเมตร (ปลายจมูกถึงโคนหาง 35-50 เซนติเมตร และหางยาว 55-70 เซนติเมตร) โดยตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ราว 10-30 เซนติเมตร และจะมีหัวป้อมกว่า สีของลำตัวเข้มกว่า หางมีแถบสีดำเป็นปล้อง ๆ สีลำตัวปกติของตะกองจะมีสีเขียวเข้มและสามารถที่จะเปลี่ยนสีให้เข้มขึ้นหรืออ่อนลงตามสภาพแวดล้อมได้ ในขณะที่เป็นวัยอ่อนบางตัวใต้คางและส่วนหัวจะมีสีม่วงหรือสีฟ้าแลดูสวยงาม และเมื่อโตขึ้นมาตัวผู้ส่วนหัวด้านบนจะโหนกนูนขึ้นเห็นชัดเจน ส่วนตัวเมียจะมีความนูนน้อยกว่าและพวกมันอาจมีอายุถึง 30 ปีเลยทีเดียว
สถานภาพของตะกองในปัจจุบัน พบน้อยลงมากเนื่องจากถูกจับเป็นสัตว์เลี้ยง จับเพื่อทำเป็นอาหาร และแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 ได้จัดให้ตะกองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง มีพฤติกรรมชอบนอนผึ่งแดดตามคาคบไม้ริมห้วยลำธาร เมื่อตกใจจะวิ่ง 2 ขาได้ โดยหุบขาหน้าไว้แนบชิดลำตัว และโดยปกติเมื่อมีภัยจะกระโจนลงน้ำ และสามารถดำน้ำได้เป็นเวลานาน
...
อาหารได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ, กบ, เขียด, ปลาขนาดเล็ก, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก และผลไม้บางชนิด และยังสามารถดำน้ำจับปลาได้อีกด้วย
การวางไข่ตะกองจะมีฤดูกาลผสมพันธุ์และวางไข่ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม และในหนึ่งครั้งตะกองตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 10 ฟอง ตะกองจะวางไข่ บริเวณพื้นดินที่มีลักษณะเป็นดินทรายและจะขุดหลุมลึกลงไปประมาณ 12-17 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 12-15 เซนติเมตร ตะกอง มีการกระจายพันธุ์ทั่วไปในป่าดิบในตอนใต้ของประเทศจีน, ประเทศลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และภาคตะวันออกและอีสานของประเทศไทย ชอบที่จะอาศัยหากินอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และมีสภาพป่าที่ค่อนข้างทึบ เช่น บริเวณริมห้วยที่มีน้ำไหล