"โรงพยาบาลอ่างทอง" ชี้แจงไทม์ไลน์เด็ก 5 วันก่อนเสียชีวิต ผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด พร้อมยืนยันทีมแพทย์รักษาเต็มความสามารถ
จากกรณี พ่อแม่เด็กได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับ มูลนิธิปวีณาฯ อ้างว่าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จัดเลี้ยงโต๊ะจีน 5 โต๊ะในห้อง ICU เด็ก ซึ่งมีเด็กที่เพิ่งคลอดประมาณ 5 คนอยู่ในห้องนั้น รวมทั้งลูกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์ ที่เพิ่งผ่าคลอดได้ 5 วัน มีภาวะความดันในปอดสูง และหมอแจ้งว่าปลอดภัยแล้ว แต่ภายหลังโรงพยาบาล ได้จัดเลี้ยงโต๊ะจีนในห้อง ICU ปลอดเชื้อเด็กอ่อน ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย จากนั้นรุ่งขึ้น ลูกของพ่อแม่คู่นี้เสียชีวิต จึงติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง พญ.ปาริชาติ ติระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง และ นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัด (สสจ.) อ่างทอง แพทย์หญิงศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รอง ผอ.โรงพยาบาลอ่างทอง แพทย์หญิงเยาวเรศ กิตติธเนศวร ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงกรณีดังกล่าว
ทางด้าน พญ.ปาริชาติ กล่าวว่า โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่ามารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์
กระทั่งวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) โดยมารดามีโรคประจำตัวได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU)
ขณะที่ อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจและระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรคและโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ
ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่ แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิตและใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 มีการจัดรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกายและมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤติของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้
ทั้งนี้ ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาล ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้น จึงปรับลดขนาดยาแต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีระดับอกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ได้รับรายงานจึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา ต่อมาเวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที
กระทั่งเวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่าผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.
อย่างไรก็ตาม จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม.