พี่น้องรับจ้างเย็บผ้า ร้องขอความเป็นธรรมกับ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี หลังกลายเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียก 3 แสน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มนายทุนที่รับจำนำรถ ร่วมยักยอกทรัพย์ 

วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี นางชมภู อายุ 53 ปี และนางสาวธิดารัตน์ อายุ 42 ปี ทั้งสองเป็นญาติกัน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี หลังจากที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มนายทุนที่รับจำนำรถ ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ แต่แล้วจู่ ๆ กลับตกเป็นจำเลยในความผิดข้อหาให้การเท็จ ละเมิด ทำให้คู่กรณีเรียกฟ้องเงินจำนวน 300,000 บาท ทำให้ทุกวันนี้เป็นทุกข์ เนื่องจากทุกวันนี้ลำบาก ต้องรับจ้างเย็บผ้า มีรายได้แค่กินใช้ไปวัน ๆ

พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เผยว่า ประเด็นการแจ้งความกล่าวหาต้องตรวจสอบก่อนว่ามีพนักงานสอบสวน หรือมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนที่เกี่ยวข้อง มีการชี้นำผู้เสียหาย หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจนทำให้เกิดความเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ อีกทั้งผู้เสียหาย ได้รับความเดือดร้อนจากการติดตามรถยนต์ (รถที่จำนำ) ที่ล่าช้า ทราบว่าต้องผ่อนแต่ละเดือน ทั้งๆ ที่ไม่มีรถใช้ ดังนั้นต้องขยายผล ตรวจสอบสำนวนสอบสวนว่ามีบุคคลอื่น หรือนิติบุคคล (บริษัท) ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พงษ์เพชร จุลจำเริญทรัพย์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ปทุมธานี และ พ.ต.ท.อธิวัฒน์ วังนิเทศ สว.ฝอ.ภ.จว.ปทุมธานี เร่งดำเนินการตรวจสอบและเร่งรัดในการตามสำนวนพร้อมทั้งติดตามเรื่องรถของผู้เสียหายว่า ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน

ดังนั้น จึงฝากถึงประชาชนเวลาไปแจ้งความ ให้ยึดถือข้อเท็จจริงของตนเองเป็นหลัก อย่าหลงเชื่อทำตามคำบอกของผู้อื่นจนอาจกลายเป็นงูกัดหาง รถก็ไม่ได้คืน แถมเสี่ยงโดนฟ้องกลับอีก ในส่วนประเด็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางผู้เสียหายมีการกล่าวอ้างถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการพูดจาต่อประชาชนนั้น จะดำเนินการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและจะต้องสอบปากคำผู้เสียหายทั้งสองฝ่าย ถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้ ซึ่งถ้าหากมีผู้เสียหายคนอื่น ๆ เคยเจอพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ขอให้แจ้งเข้ามา ซึ่งก็ต้องดำเนินคดีทางวินัยต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเสียก่อน ดังนั้นตนขอยืนยันว่า ถ้าเกิดเข้าข่ายที่ผู้เสียหายร้อง ก็ต้องดำเนินการทางวินัยทันที เนื่องจากตำรวจเรามีวินัยอยู่แล้ว

...

ด้าน นางสาวธิดารัตน์ อายุ 42 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนและพี่สาว มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เรื่องจำนำรถ เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ตนเอารถยนต์ไปจำนำกับเพจรับจำนำรถแห่งหนึ่งในราคา 2 หมื่นบาท โดยขอจำนำไว้ไม่เกิน 1 เดือน แต่พอถึงวันที่ 4 กันยายน 2568 ครบกำหนดแล้วเมื่อตนจะไปไถ่คืน ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อและขอรับรถคืนได้ มีการทวงถามมาโดยตลอด จนกระทั่งทางเขาปิดเพจหนีแล้วก็บล็อกทุกช่องทาง ทั้งเฟซ ทั้งไลน์ ทั้งเบอร์โทร ติดต่อไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตนมีหลักฐาน เมื่อไม่สามารถติดต่อได้ตนและพี่สาวจึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง พื้นที่ส่งมอบรถ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 โดยจากที่พี่สาวเป็นโจทก์ แต่กลับกลายเป็นจำเลยโดยไม่รู้เรื่องกฎหมาย เพราะเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พี่สาวตนยังมีหมายจับออกฟ้องเรียกค่าเสียหายอีก 300,000 บาทอีก คดีพลิกกลายเป็นว่าตนคือโจทก์กลับเป็นจำเลยแทน แล้วจะมาฟ้องตนอีกด้วย

นางสาวธิดารัตน์ ยังกล่าวแบบคนสิ้นหวังอีกว่า ทุกวันนี้ ตนและพี่สาวเดือดร้อนมาก รถก็ไม่ได้ใช้แถมต้องผ่อนกุญแจรถแทนอีก จึงอยากฝากคนที่คิดจะจำนำรถไปจำนำนั้น ขอหลักฐานบัตรประชาชนจากเขา การที่จะจำนำกับเขาเราต้องมีหลักฐาน แล้วเราอย่าหลงไปเชื่อใครได้ง่าย ๆ ฝากให้กรณีของตนเองเป็นสิ่งเตือนใจของประชาชนทั่วไปว่า ทีหลังจะได้ไม่ต้องหลงกลกลุ่มพวกมิจฉาชีพแบบนี้อีก ในส่วนของพนักงานสอบสวนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยพูดจาไม่ดีกับประชาชนนั้น จะเป็นการใช้คำพูดในลักษณะตะคอกและขู่ให้ตนเองรู้สึกหวาดกลัว จนทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางมาร้องเรียนต่อผู้การปทุมธานีและสื่อมวลชนดังกล่าว