"เขื่อนเจ้าพระยา" เตรียมระบายเพิ่ม รองรับมวลน้ำในช่วงฤดูฝน ยันระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะท่วมขังไม่ถึงขั้นวิกฤติ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำ และปริมาณฝนที่ตก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

วันที่ 28 พ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะ ลงพื้นที่ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและความก้าวหน้ามาตรการรับมือในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีนายวัชระ ไกรสัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและกล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ

โดยนายวัชระ ไกรสัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 เปิดเผยว่า สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงของฤดูน้ำหลาก สำนักงานชลประทานที่ 12 โดยกรมชลประทาน ได้มีการประสานงานติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงปริมาณฝนที่ตกทางด้านตอนบนเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยทางกรมชลประทานได้มีมาตรการรองรับน้ำจากทางด้านตอนบนของเขื่อน ด้วยวิธีการทดน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนใช้พื้นที่ด้านหน้าเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นพื้นที่หน่วงน้ำเอาไว้ เพื่อป้องกันผลกระทบของพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ

...

โดยจากการคาดการณ์ในอีก 1-3 วันข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 1,000-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในอัตราระหว่าง 700-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สำหรับการระบายน้ำในอัตราดังกล่าวจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำ อันประกอบไปด้วย บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.6-1.7 เมตร ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

ด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สำหรับการลงพื้นที่ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ทั้ง 9 มาตรการในครั้งนี้ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ ได้มีการบริหารจัดการน้ำเป็นกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีทั้ง ลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำท่าจีน รวมกัน ซึ่งจากการประชุมรับฟังในช่วงนี้แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ได้มาก ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้มีแนวทางในการบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออก และตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงวิธีการหน่วงน้ำทางด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

สำหรับปัจจุบันทางเขื่อนเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มการระบายน้ำขึ้น โดยจะระบายน้ำลงสู่พื้นที่ทางด้านท้ายเขื่อนในอัตราระหว่าง 1,000-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบก็จะอยู่ที่พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ในพื้นที่ของ อ.บางบาล อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะท่วมขังไม่ถึงขั้นวิกฤติ และหากมวลน้ำก้อนดังกล่าวไหลผ่านไป การระบายน้ำก็จะเริ่มปรับลดลง

ทั้งนี้ ก็อยากจะให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน มั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และในอีกหลายภาคส่วน รวมไปถึงการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำ และปริมาณฝนที่ตก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้เตรียมตัวอย่างทันท่วงที.