(แฟ้มภาพ)
หนุ่มบางสะพาน เมียมาคลอดที่รพ.หัวหิน ตั้งแต่เดือน ส.ค. 66 ล่าสุดยังไม่ได้กลับบ้าน เนื่องจากภรรยามีภาวะเส้นเลือดสมองแตกหลังการคลอด แขนขาซีกซ้ายอ่อนแรง ต้องทำกายภาพบำบัด สามีขอให้รพ.รับผิดชอบ เรียกร้องค่าเยียวยารายเดือน เดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 14 ปี รวมเป็นเงิน 2,520,000 บาท แต่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์รองรับ ล่าสุดออกมาเรียกร้องอีกครั้ง หลังอยู่รพ.มา 8 เดือนอยากกลับบ้าน แต่ยังไม่ได้รับการชดเชยใดๆ
จากกรณีที่นายจเรวัฒน์ แก้วขาว อายุ 57 ปี ได้ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า นางสุชาดา ใจเนียน อายุ 46 ปี ชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ภรรยาของตน ได้คลอดลูกที่โรงพยาบาลหัวหิน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 แล้วเกิดเส้นเลือดสมองแตกหลังการคลอด แขนขาซีกซ้ายอ่อนแรง เดินไม่ได้ และมีการเรียกร้องค่าชดเชยจากโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลได้ชี้แจงว่ากระบวนการคลอดเป็นไปตามหลักวิชาการ แต่กรณีนี้เกิดเหตุสุดวิสัย อีกทั้งโรงพยาบาลดูแลให้ความอนุเคราะห์ทั้งค่ารักษาและค่าผ่าตัด รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมด และได้ประสานกับงานสังคมสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือตามสิทธิที่จะได้รับแล้ว
ล่าสุด วันที่ 27 มีนาคม 2567 นายจเรวัฒน์ แก้วขาว เปิดเผยว่า ปัจจุบันภรรยาของตนยังทำกายภาพอยู่ที่โรงพยาบาลหัวหิน ร่างกายดีขึ้น แต่ไม่มากเท่าไร ซึ่งตนอยากจะพาภรรยากลับบ้าน แต่ทางโรงพยาบาลไม่ยอมเยียวยาอะไรเลย ตั้งแต่เกิดเรื่องมีเอาแพมเพิร์สมาให้ห่อเดียว ส่วนค่าชดเชยที่ตนเรียกร้องไป ก็ยังไม่มีใครมาเจรจาแต่อย่างใด นอกจากนี้ตนได้ร้องเรียนไปยังแพทยสภา ซึ่งได้รับเรื่องแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยเช่นกัน
อนึ่ง หลังเกิดเหตุ มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันทั้งสองฝ่ายเมื่อเดือนกันยายน 2566 นายจเรวัฒน์ขอรับการเยียวยาจากโรงพยาบาล โดยเรียกร้องค่าเยียวยารายเดือน เดือนละ 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 14 ปี รวมเป็นเงิน 2,520,000 บาท แต่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ที่จะกระทำในส่วนนี้
...
โดยในเรื่องนี้ นพ.วิชัย ศรีอุทารวงศ์ รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาระบบบริการและสนับสนุนบริการสุขภาพ โรงพยาบาลหัวหิน เคยชี้แจงว่า กระบวนการคลอดกระทำไปตามหลักวิชาการ ซึ่งผู้ป่วยได้ฝากครรภ์ไว้กับทางโรงพยาบาลหัวหิน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 06.15 น. ได้เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บครรภ์ระยะต้น มีมดลูกเปิด 3 ซม. ซึ่งการคลอดปกติ ต้องมีมดลูกเปิด 10 ซม. จึงได้ให้ยากระตุ้นการคลอด และคลอดในเวลา 12.59 น. ของวันเดียวกัน หลังจากคลอด คนไข้มีเลือดออกในสมอง ทางโรงพยาบาลจึงได้ทำการผ่าตัดในเวลาต่อมา ผลการรักษาทำให้ร่างกายซีกซ้ายไม่มีแรง ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมทางโรงพยาบาลไม่ทำการผ่าตัดคลอด และให้ออกจากโรงพยาบาลนั้น จากกระบวนการตามหลักวิชาการทางแพทย์ ได้วินิจฉัยแล้วว่าคนไข้สามารถเบ่งคลอดเองได้ ไม่มีข้อห้ามในการเบ่งคลอด เช่น ไม่มีโรคความดันโลหิตสูง อีกทั้งทางโรงพยาบาลไม่ได้ให้ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล แต่ตามอาการคือสามารถไปทำการฟื้นฟูต่อที่บ้านได้แล้ว ทางด้านสามีเลยร้องเรียนขอรับการเยียวยาจากการคลอดดังกล่าวต่อคณะกรรมการไกล่เกลี่ย เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา
"การเยียวยาขณะการรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น ผู้ป่วยใช้สิทธิการคลอดของประกันสังคมวงเงิน 15,000 บาท โดยผู้ป่วยจะต้องสำรองจ่ายก่อน แต่ทางโรงพยาบาลได้รับผิดชอบในส่วนนี้โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องสำรองจ่าย ส่วนค่ารักษาและค่าผ่าตัด รวมถึงอุปกรณ์ ทางโรงพยาบาลดูแลให้ความอนุเคราะห์ทั้งหมด โดยได้ประสานกับงานสังคมสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือตามสิทธิที่จะได้รับ กรณีที่ออกจากโรงพยาบาลไปพักรักษาตัวที่บ้าน ทางโรงพยาบาลจะประสานกับ พม.ในพื้นที่ ในการเยี่ยมบ้านและช่วยเหลือตามสิทธิ รวมถึงการยื่นเรื่องขอรับสิทธิจากประกันสังคม ส่วนประเด็นที่ทางสามีขอรับการเยียวยาจากโรงพยาบาล โดยเรียกร้องค่าเยียวยารายเดือน เดือนละ 15,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 14 ปี รวมเป็นเงิน 2,520,000 บาทนั้น ทางโรงพยาบาลไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ที่จะกระทำในส่วนนี้” นพ.วิชัยกล่าว
ขณะที่นพ.พันภูมิ ชูชัยมังคลา แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดรักษาเส้นเลือดสมองแตก กล่าวว่า เคสนี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะในกรณีการทำคลอดแบบธรรมชาตินั้นมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตกได้น้อยมาก ถ้าเทียบกับการผ่าตัดคลอด จะมีเพียง 12.2 ต่อ 100,000 คน ที่จะมีภาวะเส้นเลือดสมองแตก อีกทั้งอายุที่มากขึ้น ก็ส่งผลต่อปัจจัยนี้เช่นกัน ซึ่งจากผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าจริงๆ แล้ว การผ่าคลอดนั้นจะมีความเสี่ยงทำให้เลือดออกมากกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ.