กลุ่มปกป้อง"น้องไนซ์" ยื่นหลักฐานข้อเท็จจริงให้ สตช. พร้อมยืนยันถูกผู้ไม่หวังดีตัดต่อภาพบิดเบือนใส่ร้ายโจมตี ด้านกลุ่มต่อต้าน นำโดย "เค สามถุยส์-อี้ แทนคุณ" ยื่นหนังสือตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังพบเรียกเก็บเงินคอร์สสมาธิเชื่อมจิต 

จากกรณีมีผู้เผยแพร่คลิปภาพและข้อความในโลกโซเชียลวิจารณ์สนั่น "น้องไนซ์ เทวานิรมิตจุติ" เด็กชายวัย 8 ขวบ ที่อ้างว่าเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ สามารถหยั่งรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งในอดีตและอนาคต แค่เห็นแววตาคนก็จะรู้ได้ว่าใครมีกรรม หรือเคยเป็นนางฟ้ากลับชาติมาเกิดบ้าง และมีการเทน้ำรดหัวลูกศิษย์ พร้อมเปิดที่มา ทำไมคนถึงศรัทธา โดยมีลูกศิษย์หลายพันคน และมีการตั้งกลุ่มในโอเพนแชตด้วย

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.66 ทนายธรรมราช สาระปัญญา พร้อมกลุ่มสนับสนุน น้องไนซ์ อายุ 8 ขวบ ที่อ้างเป็นร่างอวตารองค์เพชรภัทรนาคานาคราช สามารถเชื่อมจิตได้ พร้อมลูกศิษย์กว่า 20 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.ขอให้ตรวจสอบกลุ่มคนที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และโจมตีน้องไนซ์ และขอให้รับความคุ้มครองเยาวชน ทนายธรรมราชอ้างว่า น้องไนซ์ถูกบิดเบือนใส่ร้าย ตัดต่อภาพทำให้ได้รับความเสียหาย พร้อมแนบหนังสือร้องเรียนและภาพตัดต่อโจมตีน้องไนซ์ ลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า รวมทั้งข้อความลักษณะเหมือนเป็นการการคุกคามน้องไนซ์ ทั้งเรื่องครอบครัวและการสื่อสารให้กับตำรวจด้วย

ทนายธรรมราช กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีคนกลุ่มหนึ่งนำของ น้องไนซ์ ไปร้องเรียนกับ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ โดยขณะนั้นได้รับการตอบกลับว่า ไม่ใช่ขอบเขตสำนักพระพุทธศาสนา เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการสอบสวน ในวันนี้จึงเข้ามายื่นหนังสือให้ตำรวจ ถึงที่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลพยายามเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องของคำสอนน้องไนซ์ลงในโซเชียล และหยิบข้อมูลขึ้นมาโจมตี ทั้งเรื่องเกี่ยวกับคำสอนและการหลอกลวงเงิน ส่วนตัวมองว่าคำสอนของน้องไนซ์เป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องของการเรียกเก็บเงินนั้น เป็นส่วนของผู้จัดที่ทำหน้าที่ดำเนินการ เพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าอาหาร ที่พัก  ตัวน้องไนซ์เป็นเพียงวิทยากร ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง ส่วนที่เห็นภาพน้องไนซ์รับเงินนั้น ยอมรับว่าเป็นการรับเงินจริง แต่ภายหลังก็ส่งต่อไปสมทบในการสร้างสถานปฏิบัติธรรม

...

ขณะที่ข้อสงสัยเรื่องของบัญชีเปิดรับบริจาค ที่เป็นบัญชีส่วนตัวของนายแพทย์ท่านหนึ่ง ทนายธรรมราช อธิบายว่า จุดประสงค์ของนายแพทย์คนนี้ ตั้งใจจะรวบรวมเงินสร้างสถานปฏิบัติธรรม ซึ่งขณะนี้มีการยื่นเรื่องเปิดมูลนิธิแล้วแต่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ยืนยันว่าเงินส่วนนี้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเงินหมุนเวียนมากน้อยแค่ไหน ทนายธรรมราช บอกว่า มีในบัญชีหลายแสนบาท และตอนนี้ก็ยังอยู่ครบ เมื่อถามว่า ข้อสงสัยเรื่องวิธีการเชื่อมจิตของน้องไนซ์ที่คนสงสัยคืออะไร ทนายธรรมราช บอกว่า เป็นวิธีการช่วยของคนที่มีวิปัสสนากรรมฐานสมาธิแล้วมีปัญหาติดขัด น้องไนซ์จะเชื่อมจิตไปช่วย ส่วนประเด็นที่ในโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่น้องไนซ์ถอดจิตคุยกับปูตินนั้น ยืนยันว่า น้องไนซ์ มีเจตนาที่จะไปเผยแผ่พุทธศาสนาในยุโรปและรัสเซีย ซึ่งเป็นแผนในอนาคตว่า หากมีโอกาสจะเข้าไปพูดคุยกับปูติน ซึ่งเป็นเรื่องอนาคต แต่คนเอาไปบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด


ส่วนที่มีคนแสดงความคิดเห็นว่า ทำไมน้องไนซ์ไม่บวชเณร หรือกลัวว่าจะควบคุมเด็กไม่ได้ในส่วนนี้ ทนายธรรมราช บอกว่า ธรรมะไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนหากมีความสามารถในการสอน ใครก็สามารถสอนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแต่งกายหรือการบวช

ส่วนกรณีเมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) มีอดีตคนศรัทธาน้องไนซ์ออกมาแฉว่า เข้าไปในกลุ่มโอเพ่นแชตของน้องไนซ์ เพราะศรัทธามากว่า 3 ปี แต่ปรากฏว่าพอมีคำถามและข้อสงสัยในการสอนและการเรียกเก็บเงิน กลับถูกดีดออกจากแชต ทนายความบอกว่า จากการตรวจสอบหญิงคนนี้เพิ่งเข้ามาในแชต เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีพฤติกรรมลักษณะเหมือนเป็นการล่อซื้อ เอาข้อมูลบิดเบือนไปเป็นหลักฐาน เช่น มีการส่งสลิปเงิน ทั้งที่เป็นกลุ่มสอบถามข้อธรรมะ ทำให้แอดมินจำเป็นต้องดีดออกไป

ผู้สื่อข่าวรายว่า ระหว่างที่มีการแถลงข่าว นายนิยม นพรัตน์ ในฐานะตัวแทนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนน้องไนซ์ ได้เข้ามากลางวงพยายามสอบถามเกี่ยวกับการเรียกรับเงิน ค่าเข้าฟังธรรมะจริงหรือไม่ และข้อสงสัยเรื่องคำสอนของน้องไนซ์ ที่อ้างว่านั่งสมาธิแล้วกรรมตามไม่ทัน เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไหน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่ทั้งกลุ่มคนที่สนับสนุนน้องไนซ์จะออกมาบอกว่าหากมีข้อสงสัยว่า การเรียกรับเงินหรือคำสอนไม่ถูกต้อง ก็ให้ไปดำเนินคดีตามกฎหมายเอา เพื่อให้ศาลพิสูจน์ความจริง ก่อนที่ทั้งสองฝั่งจะยุติการโต้เถียงลง

ต่อมา นายนิยม นพรัตน์ เค และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.พร้อมนำหลักฐานมามอบให้ เพื่อให้ตรวจสอบว่าการกระทำกลุ่มจัดกิจกรรมน้องไนซ์ เข้าข่ายแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบต่อเด็กหรือไม่ เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลแอบอ้างหลอกลวงว่ามีเด็กอายุเพียง 8 ขวบ มีอภิญญา สามารถเชื่อมจิตจากการใช้เท้าสัมผัสและเก็บเงินคำร่วมงาน ค่าทำบุญต่าง ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์กับเด็กและเยาวชนโดยมิชอบ และเป็นการใช้เด็กเป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนจำนวนมาก อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546, มีการนำหลักการของพระพุทธศาสนามาหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นโดยการที่บุคคลและคณะบุคคลดังกล่าว อ้างว่าเป็นตัวแทนพระศาสนา และพระศาสนา จึงขอให้ ผบ.ตร. สืบเสาะข้อเท็จ เพื่อช่วยปกป้องพระพุทธศาสนา จากกลุ่มบุคคลที่อ้างศาสนาหาประโยชน์ทั้งการระดมทุนและการเรี่ยไรผิดกฎหมาย โดยอ้างความเป็นเยาวชนและอ้างพระพุทธศาสนา และให้สั่งการส่งนิติกรชำนาญการ โดยสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงสหวิซาชีพในการสอบปากคำเยาวชน เข้าไปตรวจกลุ่มบุคคลดังกล่าว ทั้งตัวเด็ก ทั้งผู้ปกครอง ทั้งคณะผู้จัดงาน เพื่อตรวจเส้นทางทางการเงินตามกฎหมาย รวมไปถึงดำเนินคดีกับผู้ปกครอง ในการปล่อยปละละเลยให้เยาวชนกระทำพฤติกรรมบิดเบือนลบหลู่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป

...

ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังให้สัมภาษณ์ ทางทนายของกลุ่มสนับสนุนและศรัทธาน้องไนซ์ ได้เข้ามาตั้งคำถามว่า นายแทนคุณ นับถือศาสนาอะไร และเป็นชาวพุทธแท้หรือไม่ ก่อนที่นายแทนคุณจะตอบว่า พุทธแท้ จากนั้นก็เกิดการโต้เถียงกันเรื่องข้อกฎหมายคุ้มครองเด็ก ทำให้ฝ่ายสนับสนุนเข้ามาอีกครั้ง โดยย้ำว่าหากมีข้อมูลไม่ถูกต้องให้ไปฟ้องศาลดำเนินคดีได้ ซึ่งระหว่างนั้นสื่อมวลชนเห็นท่าไม่ดี จึงเข้าไปห้ามปรามและให้แยกย้ายกันไปเหตุการณ์จึงสงบ