แรงงานไทยเดินทางกลับประเทศกับเครื่องบินทอ.ที่ไปรับจากอิสราเอล เที่ยวแรก 130 คน ถูกนำไปส่งสถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี ก่อนแยกย้ายกลับภูมิลำเนา สาวอุดรฯ เล่าประสบการณ์สุดระทึก วิ่งหนีระเบิดหลบภัยอยู่ในโดม เผยหากเหตุการณ์สงบลงและทางการไทยทำเรื่องส่งกลับไป ก็จะขอกลับไปทำงานต่อ

เวลา 09.00 น. วันที่ 16 ต.ค. 66 ที่สถาบันบำราศนราดูร ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี กลุ่มคนไทยในอิสราเอลที่เดินทางกลับสู่ประเทศไทย จำนวน 130 คน เป็นชาย 127 คน หญิง 2 คน และเด็กหญิง 1 คน เมื่อเดินทางถึงสนามบินดอนเมือง ผู้โดยสารจะผ่านกระบวนการตรวจร่างกาย การตรวจคนเข้าเมือง การตรวจสอบสิทธิ ได้เดินทางออกจาก บน.6 ดอนเมือง มาสถาบันบำราศนราดูร โดยรถบัสจำนวน 5 คัน 

เมื่อมาถึงกลุ่มแรงงานไทยก้าวลงจากรถได้มีญาติและครอบครัวที่มารอรับ ต่างโผเข้าสวมกอดด้วยความดีใจ หลังจากนั้นได้เข้าไปลงทะเบียน ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา 

น.ส.ประภัสสร ศรีสวัสดิ์ อายุ 34 ปี แรงงานหญิงไทยซึ่งไปทำงานด้านเกษตรในประเทศอิสราเอล เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางไปทำงานเกษตรที่ประเทศอิสราเอลในเมืองเนทีฟอาซาร่าได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น ก็มาเจอเหตุการณ์ระทึกแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตนมีสัญญาว่าจ้างงานอยู่ที่ 5 ปี 3 เดือน ความรู้สึกในวันนั้นทั้งตกใจกลัวและเครียดมาก จากที่เจอเหตุการณ์เจอจรวดยิงข้ามมาก็ตกใจกลัวจะแย่อยู่แล้ว

...

โดยเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วง 6 โมงเช้า มีระเบิดที่ผ่านเครื่องยิงสกัดมาลง 3 ลูก ทางนายจ้างจึงประกาศให้หลบหนีเข้าโดม ตนกับเพื่อนแรงงานคนไทยทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 2 คน ได้วิ่งหนีตายกันมาหลบอยู่ในโดมกับนายจ้าง ซึ่งในระหว่างที่หลบกันอยู่ในโดมนั้นก็มีเสียงระเบิดตามมาเป็นร้อยๆ ลูก เห็นกลุ่มควันเต็มเมืองไปหมด มีคนงานไทยซึ่งเป็นคนเหนือถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่หู จนหูขาดแต่ก็รอดมาได้ 

น.ส.ประภัสสร กล่าวอีกว่า ช่วงที่ฝ่ายฮามาสบุกนั้นตนไม่ได้กลัวถูกจับแต่กลัวถูกฆ่าตายมากกว่า เพราะได้ข่าวมาว่าทางฝ่ายนั้นใช้โดรนไล่ยิงผู้คนไปหมด บางรายก็ถูกยิงเพื่อชิงรถไป โชคดีที่ต่อมามีเจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอล เข้ามาช่วยยิงสกัดไว้ จึงทำให้โดมไม่ถูกบุกโจมตี ก่อนที่นายจ้างจะพาอพยพหนีลงใต้ไปติดชายแดนของประเทศจอร์แดนจึงรอดตายกันมาได้ทั้งหมด ซึ่งแม้จะรอดจากจุดนั้นมาได้ แต่ในช่วงที่ต้องหลบอยู่นั้นแม้จะโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเครียดจนนอนไม่หลับ หวาดระแวงกับเสียงที่ได้ยินต่างๆ ไปหมด ซึ่งตนก็พยายามส่งข่าวให้ทางครอบครัวทราบเป็นระยะ จนกระทั่งสัญญาณเน็ตและไฟฟ้าถูกตัด ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับทางครอบครัวได้ จนเมื่อได้กลับมาถึงประเทศไทย ถึงรู้สึกโล่งใจมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว หลังจากผ่านการตรวจสุขภาพตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดอุดรธานี ทันที โดยเดินทางกลับเองไม่มีครอบครัวมารับ และในอนาคตต่อไปถ้าเหตุการณ์สงบลง และทางการไทยทำเรื่องส่งกลับไปทำงานอีก ตนก็จะกลับไปทำงานต่อ เพราะรายได้ดีสามารถจุนเจือช่วยเหลือครอบครัวได้มากกว่าที่จะทำงานในประเทศไทย