ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี สนับสนุนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการทำนาที่ส่งผลกระทบด้านสภาวะแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 66 นางวรรณลภัทร จันลาภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรได้ทราบถึงปริมาณปุ๋ยที่พืชต้องการ ส่งผลให้การใส่ปุ๋ยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรใส่ได้ตรงชนิดตามอัตราที่ข้าวต้องการ รวมถึงถูกเวลาในการเจริญเติบโตของข้าวอีกด้วย จึงทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ถึง 27-29%  เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย หรือสูงอายุ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยเฉพาะโดรนหว่านปุ๋ย ก็เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และยังทำให้เกิดความแม่นยำ ทั่วถึงทุกพื้นที่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย นอกจากนี้ศูนย์ฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนการปลูกข้าวแบบลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นการทำนาโดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขัง สลับกับช่วงน้ำแห้ง สลับกันไป ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นของต้นข้าวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากดินและรากได้รับอากาศ พอได้รับอากาศเสร็จก็สามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย เมื่อดูดอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรง ลดการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี

...

นายปรีชา เกิดศิริ ประธานนาแปลงใหญ่ อ.บางเตย จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ในการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดต้นทุน ทราบมาว่าเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ทำกัน จึงอยากทดลองทำดูบ้าง ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนทดลองดูด้วยตัวเองว่ามันจะประหยัดต้นทุนได้ประมาณไหน ซึ่งช่วงแรกในการเตรียมพื้นที่โดยการใช้เลเซอร์มาปรับหน้าดิน รู้สึกได้ว่าช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำเข้านาได้เป็นอย่างดี ซึ่งพื้นที่การทำนาทั้งหมด 7 ไร่ เคยใช้เวลาในการสูบน้ำเข้านา 6 ชั่วโมง แต่พอใช้เลเซอร์ปรับหน้าดินลดเหลือเพียง 4 ชั่วโมง ลดลงได้ 2 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าลดต้นทุนได้จริง และคาดว่าจะเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีได้ขยายผลสร้างองค์ความรู้ในการทำนาสู่ความยั่งยืน ยกระดับข้าวรักษ์โลก ให้สอดคล้องกับ BCG Model ในการกำหนดพื้นที่การปลูกข้าวของแต่ละพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในการใช้สารชีวภัณฑ์ที่ดีต่อการทำนา รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรในนาข้าวให้เกิดประโยชน์ เช่น การอัดฟางข้าว เพื่อเป็นการลดการเผาตอซังในนาข้าวที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกทำให้มีผลกระทบต่อโลกได้ สนองตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่อยากให้การทำนาของประเทศเกิดความยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้พอเพียง ปลอดภัยต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม.