สาวใหญ่ทำงานอยู่เยอรมันร้องปวีณาช่วยเหลือ หลังพาลูกชายออทิสติกไปฝากเลี้ยงที่บ้านรับเลี้ยงฯ กลับถูกทารุณกรรม ทำร้ายร่างกาย ให้กินแต่ข้าวไข่เจียว ไม่ให้กินยารักษา จนลูกก้าวร้าวต่อต้านครอบครัว

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 66 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จ.ปทุมธานี นางแหม่ม (นามสมมุติ) อายุ 54 ปี ได้พา นายเม่น (นามสมมุติ) ลูกชายออทิสติก อายุ 29 ปี เดินทางมาจาก จ.อุบลราชธานี เข้าพบ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ขอช่วยติดตามคดี หลังนำลูกชายไปฝากเลี้ยงที่บ้านรับเลี้ยงคนออทิสติก ค่าจ้างเลี้ยงดูเดือนละ 3 หมื่นบาท แต่ลูกกลับถูกทำร้ายทุบตีทารุณ ใช้มีดแทงหน้าอก ใช้สากกะเบือตีมือ จมูกผิดรูปหายใจไม่สะดวก ส่วนใหญ่จะให้รับประทานข้าวกับไข่เจียว ข้าวคลุกผงปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อีกทั้งให้ลูกหยุดรับประทานยาประจำที่แพทย์สั่ง แม่สังเกตเห็นความผิดปกติรับลูกกลับมาอยู่บ้านมีอาการหวาดผวา ก้าวร้าว ต่อต้านคนในบ้าน

นางแหม่ม กล่าวว่า ปกติตนอยู่กับสามีและทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ช่วงเดือน ก.ค. 65 ได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่ จ.อุบลราชธานี นายเม่น ลูกชายที่อาศัยอยู่กับยายและหลานของตน บอกว่าอยากไปโรงเรียน และอยากทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ซึ่งตนก็ตามใจลูกเพราะคิดเราก็อายุมาก คงดูแลลูกไม่ได้ตลอด จากนั้นได้ ติดต่อหาโรงเรียนสำหรับคนออทิสติก แต่ครูแนะนำว่าลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้ามาเรียนกับเด็กๆ อาจจะเกิดความแตกต่างและอึดอัด จึงได้แนะนำสถานที่รับดูแลคนออทิสติกแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี แม่จึงได้ติดต่อและพาลูกไปที่นั่น พบเป็นบ้าน 2 ชั้น อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครูพี่เลี้ยง 5 คน ดูแลเด็กออทิสติกที่มีทั้งอยู่ประจำและไปกลับ ซึ่งครูที่เป็นเจ้าของแจ้งค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000-35,000 บาท ในการอยู่ประจำ และบอกว่าจะสอนให้ช่วยเหลือตัวเองได้ มีกิจกรรมให้ทำ พาไปเที่ยวบ้าง และจะไม่ให้เด็กใช้มือถือในช่วงแรก โดยผู้ปกครองจะต้องติดต่อผ่านครู เพราะกลัวเด็กจะไม่เชื่อฟัง

...

แม่ของชายป่วยออทิสติก กล่าวต่อว่า จากนั้นแม่ก็ตกลงจะฝากลูกไว้ที่นั่น โดยพาลูกไปส่งวันที่ 18 ก.ค. 65 พร้อมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว และยาประจำตัวที่แพทย์ให้ต้องรับประทานทุกวัน ก่อนที่แม่จะเดินทางกลับประเทศเยอรมัน ช่วง 2 เดือนแรก ครูก็จะส่งรูปลูกชายเวลาทำกิจกรรมวาดรูป รับประทานอาหาร ไปทานเคเอฟซี มาให้แม่ดูก็ว่าลูกคงมีความสุข และครูยังบอกอีกว่า ลูกไม่ให้กินยาต่อเนื่องแล้ว โดยอ้างว่าพาไปหาอาจารย์หมอ บอกว่าลูกชายเป็นปกติไม่ต้องรับประทานยา ต่อมาเดือน พ.ย. 65 แม่สังเกตเห็นในรูปลูกชายซูบผอม มีร่อยรอยที่ดวงตา ใบหน้า และที่แขน ครูก็อ้างว่าลูกเดินชนก๊อกน้ำ ทีแรกแม่ก็ไม่คิดอะไรแต่พอผ่านไปร่องรอยที่ใบหน้าและตามตัวก็ยังไม่หาย

นางแหม่ม กล่าวอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 65 จึงให้น้องสาวบินจากมาจากเยอรมนีเพื่อเยี่ยมหลาน เมื่อมาถึงที่บ้านหลังดังกล่าว ครูอ้างว่าให้น้าเข้าพบเด็กไม่ได้ เพราะต้องระวังเรื่องโควิด-19 ทั้งที่น้องสาวก็ได้ตรวจเอทีเคและนำผลตรวจมาแสดง จึงทำได้เพียงแค่คุยกับหลานผ่านวีดีโอคอล ซึ่งน้าก็สงสารหลานมาก เพราะเห็นมีสภาพซูบผอมและร้องไห้ตลอดเวลา เมื่อน้องสาวมาเล่าให้ฟัง แม่จึงตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับไทยในวันที่ 23 ธ.ค. 65 และแชตคุยบอกครูว่าจะไปรับทันทีที่มาถึง เพื่อกลับบ้าน จ.อุบลราชธานี ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ แต่ครูก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าครูมีโปรแกรมจะพาเด็กๆ ไปเที่ยว แม่เห็นผิดสังเกตจึงให้คนรู้จักไปดูที่บ้าน ก็พบว่าทุกคนยังอยู่ในบ้านไม่มีการพาเด็กไปเที่ยวแต่อย่างใด จากนั้นแม่ก็ได้แจ้งครูขอให้คนรู้จักรับเด็กกลับทันที

"หลังแม่กลับถึงไทยได้พบลูกชายในสภาพซูบผอม จมูกผิดรูป มีร่องรอยคล้ายถูกทำร้าย ที่ใบหน้าและแขน มีรอยถูกแทงที่หน้าอกซ้าย และมือบวมทั้ง 2 ข้าง เวลานอนลูกมีอาการหวาดผวา แม่ต้องใช้เวลาหลายวันจนกว่าลูกจะบอกว่าถูกครู 3 คน ทำร้าย โดยครูผู้หญิงใช้ไม้เรียวตีเวลาโมโห และลูกยังบอกอีกว่า มีวันหนึ่งลูกชายทำพริกป่นหกพื้น ครูชายคนที่ 1 มาเห็นจึงเอาพริกป่นยัดใส่ปาก และใส่สากกะเบือตีมือ และอีกวันครูชายคนที่ 2 หาว่าลูกชายไปขโมยขนมจึงเอามีดปอกผลไม้แทงที่หน้าอกซึ่งตอนนี้ยังมีแผลเป็นอยู่" มารดาของชายป่วยออทิสติก กล่าว

...

นางแหม่ม เล่าอีกว่า วันที่ 28 ธ.ค. 65 แม่จึงพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าเด็กมีอาการก้าวร้าว และหวาดผวา จึงต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลวันที่ 28 ธ.ค. 65 ถึงวันที่ 18 ม.ค. 66 รวม 21 วัน เพราะต้องดูอาการและปรับยาที่รับประทาน เนื่องจากขาดยามาเป็นเวลานาน แม่เสียใจมากที่ลูกต้องเจอเรื่องแบบนี้ ตอนนี้ลูกมีอาการต่อต้านแม่ ซึ่งแม่ไม่รู้ว่าทางครูที่ดูแลทำอะไรกับลูกและปลูกฝังอะไรใส่ลูกบ้าง นอกจากนี้ลูกยังบอกว่าเวลาอยู่ที่บ้านครูส่วนใหญ่ก็จะกินแต่ข้าวไข่เจียว และข้าวคลุกผงปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

...

"แม่ต้องการจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดที่เขาทำกับลูกแม่ ไม่รู้ว่าเด็กคนอื่นๆ จะถูกกระทำแบบลูกแม่หรือไม่ เพราะทางบ้านจะกีดกันไม่ให้ผู้ปกครองกับเด็กรู้จักพูดคุยกันเลย และก็จะไม่ให้คุยกับเด็กๆ ที่อยู่ที่นั่นด้วย ซึ่งเขาอ้างว่าเดี๋ยวเด็กจะไม่เชื่อฟังครู แม่อยากให้มีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบว่าสถานที่ดังกล่าวเปิดถูกต้องหรือไม่ ครูที่ดูแลมีใบอนุญาตหรือไม่ และขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือติดตามคดีให้ด้วย" มารดาของชายป่วยออทิสติก กล่าว

ทั้งนี้นางแหม่ม ได้เคยเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 66 แล้ว ซึ่งนางปวีณา ได้ประสาน พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.บางบัวทอง ให้นางแหม่มพาลูกชายเข้าแจ้งความ โดยตำรวจได้ส่งตัวนายเม่น ไปตรวจร่างกาย และสอบปากคำในวันที่ 4 ก.พ. 66 แล้ว ทั้งนี้นางแหม่มเกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า วันนี้ จึงได้พาลูกชายเดินทางมาที่มูลนิธิปวีณาฯ อีกครั้ง เพื่อเข้าพบนางปวีณา ขอให้ช่วยและเวลา 14.30 น. นางปวีณา จะพาสองแม่ลูกเคสนี้ไปพบผู้การฯ นนทบุรี ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีต่อไป.