ศาลปกครองเพชรบุรี พิพากษามีคำสั่งให้ "ชัยวัฒน์" กลับเข้ารับราชการ โดยพิเคราะห์แล้ว คำสั่งปลัด ทส.ปลดออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้าน เจ้าตัวดีใจศาลเมตตาให้ความยุติธรรม ขอบคุณทุกกำลังใจ
จากกรณีที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งปลดนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานออกจากราชการ โดยเอามติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ที่ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 123/1 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 85(1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และมีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มี.ค.2564 แจ้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาโทษทางวินัย และต่อมาได้มีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ ต่อมานายชัยวัฒน์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติ และคำสั่งปลดตนเองออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพชรบุรี ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุด วันนี้ 29 ก.ย.2565 ศาลปกครองเพชรบุรี ได้นัดคู่ความมาฟังคำพิพากษาในคดี โดย วันนี้ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ฟ้องคดี มาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง และมีผู้แทนของปลัดกระทรวงฯ และผู้แทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาฟังคำพิพากษา ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ไม่ได้ส่งตัวแทนมาโดยไม่แจ้งเหตุผลต่อศาล กระทั่งเวลา 10.30 น. จึงได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดี ดังนี้
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ บ. 20/2565 ระหว่าง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ฟ้องคดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 1 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในการประชุมครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ แล้ว มีมติชี้มูล ความผิดผู้ฟ้องคดี ในกรณีผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดทางอาญา ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา ๑๒๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา ๘๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๔ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๔ ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาล มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือ ลับ ที่ ปป ๐๐๐๔/ป 61 ลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๔ เพิกถอนคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๔ และ เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในการประชุมครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ พร้อมทั้ง ขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๔
ศาลปกครองเพชรบุรีวินิจฉัยสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาผู้ฟ้องคดีว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้กระทำการทุจริตในภาครัฐ เหตุเกิดระหว่างวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ที่ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิด ผู้ฟ้องคดีว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕1 มาตรา 85(1) และได้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อ อ.ก.พ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๔ ลงโทษ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการนั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีมติว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิด วินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้มีมติว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ราชการโดยทุจริต อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัย ผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี ในความผิดฐานอื่นจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ชี้มูลความผิด ทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่น จึงไม่ผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มาเป็นสำนวน การสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ หาได้ไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีตามที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีมติว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและได้มีโอกาส ชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๔ ลงโทษ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ในความผิดทางวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีและมิได้แจ้งข้อกล่าวหา ดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้มีโอกาสโต้แย้งชี้แจงแสดงพยานหลักฐานและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา คำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามฐานความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
...
พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ที่ 132/2564 ลงวันที่ 2 เมษายน 2564 ที่สั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มี ผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้คำสั่ง ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ 132/2564 ลงวันที่ 2 เมษายน 2564 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี ออกจากราชการ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ยังคงมีผลบังคับต่อไป จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการ ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจในการดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี ให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ต่อไป
สำนักงานศาลปกครองเพชรบุรี
วันที่ 29 กันยายน 2565
ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กล่าวหลังจากศาลมีคำพิพากษาเสร็จสิ้นว่า วันนี้เป็นวันที่รอคอย เป็นวันที่มีความหวัง และต้องขอขอบคุณศาลปกครองเพชรบุรี ที่ท่านให้ความเมตตาและรับฟังข้อมูลที่เราได้ยื่น ศาลท่านได้ตัดสินให้ผมกลับไปรับราชการ ชีวิตที่ผ่านมา ผมต่อสู้ไหวตลอด แต่หลังจากที่โดนชี้มูลความผิดนี่ คือเราทุ่มเทต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของชาติมาตลอด กลับโดนชี้มูลของ ปปท.นี่ รู้สึกว่าผม ไม่มีที่พึ่งแล้ว ผมไปยื่นต่อ กพค. คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม หลังจากนั้นเกินเวลา 240 วัน ก็เลยมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพชรบุรี ท่านก็เมตตา จึงเพิกถอนคำสั่งของปลัดกระทรวงฯว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็รู้สึกตื้นตันใจและขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ได้ให้กำลังใจผมมาตลอด
...
ตนเองเชื่อในการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมมาตลอด ผมก็อยากให้ผู้พิทักษ์ป่าทุกคน ยึดมั่นในสิ่งที่เราทำเพื่อปกป้องป่าและสัตว์ป่า ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมเชื่อบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เราทำเพื่อปกป้องสิ่งนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนที่เป็นผู้พิทักษ์ป่า ปกป้องป่า สัตว์ป่า มีกำลังใจ วันนี้ผมก็เป็นตัวอย่างคนหนึ่งที่ต่อสู้ เราต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมจนถึงศาลปกครองเพชรบุรี ก็ให้ความเป็นธรรม วันนี้ เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นผู้พิทักษ์ป่าทุกคน จงยืนหยัด ปกป้อง อย่าไปท้อแท้ วันนี้ผมสู้ให้ทุกคนได้เห็นว่า การต่อสู้ของผู้พิทักษ์ป่า ต้องมีความจริงและความบริสุทธิ์ ความเป็นธรรมให้กับพวกเราทุกคน.