"เฉลิมชัย" ลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก สั่งกรมชลฯเร่งแผนจราจรน้ำระยะยาว ป้องกันน้ำท่วมนาข้าวซ้ำซาก
เมื่อวันที่ 7 เม.ย.65 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียง
โดย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน, และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,968 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 4,272 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำจำนวนนี้สามารถใช้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ จนสิ้นสุดฤดูแล้งปลายเดือนเมษายน 2565 นี้ รวมถึงใช้เป็นน้ำสำรองในช่วงต้นฤดูฝน เดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม 2565 กรณีฝนทิ้งช่วงได้เพียงพอตามแผนอีกด้วย
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังของลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีการทำนาปรังไปแล้วรวม 4.41 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 125 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดลพบุรี 3 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง, ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท- ป่าสัก อ.บ้านหมี่ และทุ่งบางกุ่ม (บางส่วน) อ.เมืองลพบุรี ณ วันที่ 4 เม.ย.65 มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วรวม 110,904 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯเก็บเกี่ยวแล้ว 32,227 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 29 คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดภายในต้นเดือน เม.ย. 65 นี้ ก่อนที่กรมชลประทานจะเริ่มส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทำนาปีอีกครั้ง ตามแผนการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีของพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 10 ทุ่ง ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเริ่มดำเนินการส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.65 เป็นต้นไป เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึงภายในเดือน ก.ย.65 ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผลผลิตทางการเกษตร ที่จะเสียหายจากน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสักนั้น ด้วยสภาพของพื้นที่เป็นพื้นที่มีความลาดเทเข้าหาคลองชัยนาท-ป่าสัก ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะมีมวลน้ำจากพื้นที่ อ.โคกเจริญ อ.สระโบสถ์ อ.หนองม่วง และ อ.โคกสำโรง ไหลลงมาปะทะแนวคันคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำกว่าบริเวณอื่น จึงเกิดสภาวะน้ำท่วมขัง และปริมาณน้ำดังกล่าวจะระบายลงสู่คลองชัยนาท -ป่าสักได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวคลองชัยนาท-ป่าสัก จะรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาสมทบเต็มศักยภาพเกือบตลอดเวลา จึงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรในเขต อ.บ้านหมี่ อยู่เป็นประจำทุกปี ดังนั้นกรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำริมคลองฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2556 จำนวน 16 สถานี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำท่วมขังลงสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งสามารถระบายน้ำได้วันละ 7.43 ล้าน ลบ.ม.
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีของพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก จำนวน 72,680 ไร่ โดยกำหนดการส่งน้ำให้เกษตรกรทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.ของทุกปี เพื่อให้ทันการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน จากนั้นจะใช้ทุ่งดังกล่าวเป็นพื้นที่แก้มลิง รองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนได้ประมาณ 116 ล้าน ลบ.ม. ควบคู่ไปกับการจัดจราจรทางน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาที่น้ำป่าไหลหลาก เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตอนบน อาทิ ก่อสร้างแก้มลิงและอ่างเก็บน้ำ เพื่อตัดยอดน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ทั้งยังเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า ส่วนแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในระยะยาวนั้น จะเร่งรัดการดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในพื้นที่ตอนบน จ.ลพบุรี เช่น อ่างเก็บน้ำหนองโสน (อ.โคกสำโรง), อ่างเก็บน้ำคุ้งใหญ่และอ่างเก็บน้ำซับสอง (อ. สระโบสถ์), เเละอ่างเก็บน้ำวังตะโก (อ.โคกเจริญ) รวมถึงโครงการขุดลอกแก้มลิงบึงทะเลน้อย และแก้มลิงพุแว้ (อ.โคกเจริญ) เพื่อใช้เป็นเครื่องชะลอน้ำในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
...