คืบหน้ารถเก๋งเขียวเชิดค่าน้ำมันย่านพระประแดง หลังจ่ายค่าน้ำมัน 1 พันบาทแล้วไม่จบ เจ้าของรถโพสต์ขู่คนที่ลงคลิปอ้างเป็นหลานกำนัน จนบานปลายนัดเจอลงไม้ลงมือ ส่วนกำนันชี้แจงจะตักเตือนเจ้าของรถให้

จากกรณีรถเก๋งเขียวมาเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนสุขสวัสดิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แล้วไม่ได้จ่ายค่าน้ำมัน โดยพนักงานปั๊มน้ำมันได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดไปโพสต์ในโลกออนไลน์ จนมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าของรถเก๋งเขียวออกมาแสดงความรับผิดชอบ ยินดีจ่ายเงินค่าน้ำมันที่เติมไป จำนวน 1,000 บาท และขอโทษพนักงานปั๊มที่เติมน้ำมันในวันดังกล่าว แต่เรื่องราวดังกล่าวไม่จบเพียงแค่นั้น เจ้าของรถเก๋งเขียวได้โพสต์ข่มขู่ ผู้ที่นำภาพมาเผยแพร่ ซ้ำยังอ้างเป็นลูกหลานกำนันดังในพื้นที่ จนลุกลามบานปลายถึงกับมีการนัดมาเคลียร์กัน และมีการลงมือทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งมีการไลฟ์สดในกรณีดังกล่าวด้วย

ความคืบหน้าวันที่ 25 ม.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบ นายวรวุฒิ วงมงคลชัย อายุ 29 ปี ชาวบ้าน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ผู้ที่ลงคลิป และเจ้าของเพจไฟร์คลับ พระประแดง กล่าวว่า เป็นผู้ที่ลงภาพวิดีโอวงจรปิดเอง เนื่องจากเกิดความสงสารลุงที่เป็นพนักงานปั๊ม โดยมีน้องพนักงานปั๊มนำภาพมาให้ลง โดยที่ตนเองได้เคลียร์กับทางพี่สาวของคนขับรถเก๋งสีเขียว และ ลบคลิปดังกล่าวออกแล้ว เนื่องจากสงสารตัวเจ้าของรถเก๋งเขียว แต่หลังจากที่ตนเองลบคลิปดังกล่าวแล้ว ทางคู่กรณีได้โพสต์มาข่มขู่น้องพนักงานปั๊มที่ให้ภาพตนเองมาลง ออกแนวเป็นลูกหลานกำนัน และ แจ้งความ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์.

...

ผู้ที่ลงคลิป และเจ้าของเพจไฟร์คลับ พระประแดง กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์วิวาทมาจาก ตนเองได้นัดกับคู่กรณีไว้ที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว แต่ทางคู่กรณีได้ขับรถออกมาก่อน ตนเองจึงได้ตามออกไปเจอห่างจากปั๊มน้ำมันไม่ไกล ตนเองจึงเข้าไปถามว่าคู่กรณีได้พูดข่มขู่ไหม ทุกอย่างก็ตามคลิปที่เผยแพร่ออกไป โดยตนเองก็อยากเคลียร์ให้จบในวันนั้น เนื่องจากตนเองเป็นคนค้าขาย ไม่อยากมีปัญหา โดยทางตนเองให้คู่กรณีรับสารภาพมาว่าพูด แต่ทางคู่กรณีก็ปฏิเสธ ทั้งที่เบอร์โทร. และเพจ ก็เป็นคู่กรณีชัดเจน และทุกอย่างก็เป็นไปตามคลิป

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อ่วมสอาด กำนัน ต.นาเกลือ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เคยได้คุยกับคนขับรถยนต์สีเขียวกันมาก่อน ส่วนที่น้องคนก่อเหตุที่เอาชื่อของกำนันไปอ้างข่มขู่พนักงานปั๊ม ยอมรับว่า นามสกุลเหมือนกันนั้นใช่ เพราะคนที่ใช้นามสกุลนี้มีเยอะมาก และยอมรับชายคนขับรถเก๋งสีเขียวว่าเป็นหลาน แต่เพราะญาติพี่น้องเยอะ และไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยกับการก่อเหตุของน้อง (ผู้ก่อเหตุ) และถ้าเจอกันก็จะว่ากล่าวตักเตือน หรือไม่ก็จะฝากพี่สาวของผู้ก่อเหตุให้ไปช่วยตักเตือนอีกด้วย.