กรณี มีสื่อมวลชนรายงานข่าว “นายยุษฐิระ บัณฑุกุล" ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบภายหลังตรวจพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ในฟาร์มสุกร 3 แห่งใน 2 อำเภอประกอบด้วยฟาร์มสุกร หมู่ 4 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง ฟาร์มสุกร หมู่ 5 ต.อ่างทอง และฟาร์มสุกร หมู่ 13 ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก
จากนั้น เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ประจวบฯ ร่วมกันสอบสวนและควบคุมโรค ด้วยการทำลายสุกรในฟาร์มที่ตรวจพบเชื้อรวม 117 ตัว พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในฟาร์ม รวมทั้งมีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวทันที จากนั้นเฝ้าระวังทางอาการและควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ในรัศมี 5 กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค..
ไปดูที่ฟาร์มเกิดเหตุ
เรื่องที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าว ได้ไปยังต้นตอที่มา บ้านเลขที่ 9/11 ม.5 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของนายปัญญา ตาดทองแถว ซึ่งเปิดเป็นฟาร์มหมู หลังจากทราบว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ม.ค. 64) ทางปศุสัตว์จังหวัดได้ลงมาทำลายหมูยกฟาร์มโดยการฝังกลบทั้งสิ้น 58 ตัว หลังจากตรวจพบว่ามีหมูภายในฟาร์มตรวจพบเชื้อ โรคระบาดในสุกร
...
ระหว่างตรวจเชื้อ หมูทยอยตายต้องฝังเอง
นายปัญญา เปิดเผยว่า สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พบว่ามีหมูตัวหนึ่งในฟาร์มมีอาการซึม ไม่กินอาหาร จึงแจ้งเรื่องไปยังปศุสัตว์ในพื้นที่ให้เข้าตรวจดู โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างจากหมู จากบริเวณถาดอาหาร และพื้นที่นอน ไปตรวจสอบ ซึ่งต้องรอผลประมาณหนึ่งสัปดาห์ ในระหว่างนั้นหมูในฟาร์มเริ่มทยอยตายลงหลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงได้มีการนำไปฝังกลบและโรยปูนขาวฆ่าเชื้อ
ปศุสัตว์ยืนยันผลตวจ "พบเชื้อ" ฝังกลบทั้งฟาร์ม 58 ตัว
จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้เข้ามาแจ้งว่าตัวอย่างที่เก็บไปตรวจ พบเชื้อ และต่อมาในวันศุกร์ได้เข้ามาทำลายหมูในฟาร์มทั้งหมด 58 ตัวยกเล้าทั้งแม่หมู แม่พันธุ์ หมูขุน ซึ่งขั้นตอนต่อมาทางปศุสัตว์ก็ได้มีการประเมินราคาหมูในฟาร์มทั้งหมด และได้มีการทำบันทึกเพื่อชดเชยในจำนวน 3 ใน 4 จากราคาประเมิน ซึ่งในบันทึกมีการประเมินไว้ทั้งสิ้น 371,100 บาท และการชดเชยจะชดเชยเป็นจำนวน 278,325 บาท โดยทางปศุสัตว์ได้แจ้งคร่าวๆ ว่า จะได้รับเงินชดเชยในส่วนประมาณไม่เกินเดือนเมษายน และหลังจากนี้ฟาร์มต้องพักคอกตามข้อกำหนดไปอีก 3 เดือน หากมีทุนเหลือและคิดจะเลี้ยงต่อก็ต้องแจ้งปศุสัตว์เข้ามาตรวจฟาร์มเพิ่มเติมอีก 2 รอบ เพื่อความมั่นใจว่าปลอดจากโรค
สูญเสียรายได้ เห็นๆ ไม่ต่ำกว่า 4 แสน
เจ้าของฟาร์ม กล่าวอีกว่า หมูที่ถูกกำจัดไปรอบนี้ มีเเม่พันธุ์ที่กำลังตั้งท้องอยู่ 13 ตัว ที่จะมีกำหนดคลอดในเร็วๆ นี้ ซึ่งประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกหมูเกิดใหม่ในรอบนี้อีกกว่า 200 ตัว โดยราคาขายลูกหมูหลังจากอดนมแล้วจะอยู่ที่ตัวละประมาณ 2,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ทำให้เสียรายได้จากส่วนนี้ไปร่วม 400,000 บาท
เชื่อเชื้อติดมากับ "รถเร่รับซื้อหมู"
"เหตุที่พบการระบาดของโรคในครั้งนี้ คาดว่าน่าจะติดมาจากรถเร่ ที่เข้ามารับซื้อหมูในฟาร์มนำเชื้อตัวนี้เข้ามาในฟาร์ม ซึ่งอาจจะติดมาจากกรงหรือชุดเสื้อผ้าของคนที่เข้ามาจับหมู ซึ่งที่ผ่านมาก่อนรถจะถอยเข้ามาถึงในฟาร์มเราจะฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนตลอด ทั้งรถ ทั้งคนที่เข้ามาแต่ก็ยังมีหลุดรอดเข้ามาได้เพราะเชื้อโรคเราก็มองไม่เห็น โดยพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อหมูในฟาร์มก็มีทั้งขาจร และขาประจำขึ้นอยู่กับคิวที่มีรถวิ่งเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งยอมรับว่าเสียดายมากๆ เพราะราคาหน้าฟาร์มกำลังขายได้ราคา ราคาขยับขึ้นมาจาก 70 บาทขึ้นมาที่ 95 บาท โดยความเสียหายจากในรอบนี้รวมกับลูกหมูที่กำลังจะเกิด ก็หลายแสนบาท เฉียดๆ หลักล้านบาทเลยทีเดียว”
ฟาร์มข้างเคียงผวา บอกหมูกำลังจะจับเดือนหน้า
ขณะที่บ้านเลขที่ 168/3 ม.5 ต.อ่างทอง ของนายเฉลิม ตาดทองแถว ซึ่งมีการทำฟาร์มหมูขนาดเล็กในหมู่บ้านเดียวกัน นายเฉลิม เปิดเผยว่า มีฟาร์มหมูขนาดเล็กอยู่ไม่กี่สิบตัว ที่ผ่านมาหมูในฟาร์มก็เเข็งแรงดี ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ลงมาตรวจ แต่หากหมูในฟาร์มมีอาการที่บ่งชี้ จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจ ซึ่งโรคนี้มันก็ไม่มียาป้องกัน เราต้องดูแลฟาร์มเราเองให้ดีๆ หมูในฟาร์มตอนนี้กำลังขุนไว้เตรียมขาย คาดว่าน่าจะอีกประมาณ 1 เดือนก็จะขายได้ ก็ได้แต่ภาวนาและดูแลอย่างดี ขออย่าให้เกิดโรคในฟาร์มเลย
...
ทั้งนี้ นอกจากพื้นที่ หมู่ 5 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก แล้วยังมีการพบการระบาดของโรคระบาดในสุกร ในพื้นที่ ม.13 ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก และที่ ม.4 ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อีกด้วย มีการทำลายหมูไปแล้วรวมกันทั้งสิ้น 117 ตัว
ปศุสัตว์ชี้ ยานพาหนะ อุปกรณ์ คน อาจเป็นวัตถุพาหะนำเชื้อ ASF
ล่าสุด นายยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ออกตรวจฟาร์มสุกรในรัศมี 1 กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรคเพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ หากพบสุกรติดเชื้อในฟาร์มที่มีการเลี้ยงสุกรน้อยกว่า 50 ตัวหรือเป็นเกษตรกรรายย่อย จะต้องทำลายสุกรทุกตัว หากเป็นฟาร์มขนาดกลางที่เลี้ยงสุกร 50-500 ตัว หรือฟาร์มขนาดใหญ่ที่เลี้ยงสุกร 500 ตัวขึ้นไป จะทำลายสุกรเฉพาะในคอกที่พบสุกรติดเชื้อ
ส่วนคอกอื่นจะเก็บตัวอย่างส่งตรวจ หากพบสุกรติดเชื้อก็จะทำลายสุกรทั้งคอก จากการสำรวจข้อมูลการเลี้ยงสุกรพบว่ามีเกษตรกรกว่า 1,000 ราย จำนวนสุกรกว่า 80,000 ตัว เป็นเกษตรกรระดับกลางถึงใหญ่ 25 ราย ที่เหลือเป็นเกษตรกรรายย่อยที่เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ซึ่งค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะมีระบบการป้องกันในฟาร์มไม่ดีเท่าฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ที่เลี้ยงในระบบปิด
"ได้แนะนำให้เฝ้าระวังป้องกันอย่างเข้มงวด หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสุกรด้วยเศษอาหาร เพราะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากเศษอาหารดังกล่าวปนเปื้อนเชื้อ ASF อาจทำให้ฝูงสุกรที่แข็งแรงติดโรคได้ สุกรที่จัดหามาควรมาจากแหล่งผู้จัดหาที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรอง เนื่องจากยานพาหนะ อุปกรณ์ และคนอาจเป็นวัตถุพาหะนำเชื้อโรค ASF ได้เช่นกัน นอกจากนั้น ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกคนที่เข้ามาในฟาร์มไม่มีการสัมผัสกับสุกรอื่นใดในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อยานพาหนะและอุปกรณ์อย่างถูกต้อง รถบรรทุกขนซากสัตว์ถือว่ามีความเสี่ยงสูงและไม่ควรให้เข้ามาในฟาร์มโดยเด็ดขาด"
...
ข้อสังเกต ASF ไข้สูง ซึม เบื่อาหาร แท้งลูกฯ
ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวอีกว่า หาพบสุกรมีอาการผิดปกติ ให้แจ้งสัตวแพทย์ทันที และนำสุกรเข้ารับการตรวจหาเชื้อ สุกรที่ป่วยโรค ASF จะมีอาการไข้สูง 40.5–42 องศาเชียลเชียส เบื่ออาหาร เลือดออกทางผิวหนังและอวัยวะภายใน แท้งลูก มีอาการซึม ไอ หายใจลำบาก เสียชีวิตกะทันหัน อัตราการตาย 30-100% ส่วนในลูกสุกร อัตราตายสูงถึง 80-100% ภายใน 14 วัน โดยเชื้อไวรัส ASF ค่อนข้างทนทานต่อสภาพแวดล้อม
สำหรับโรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน หรือสัตว์อื่นที่ไม่ใช่สุกร ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื้อสุกรที่ติดเชื้อ ASF จึงสามารถปรุงสุกรับประทานได้ตามปกติ..