ปราชญ์กัญชาไทย เปิดห้องติวเข้มสมุนไพร และกัญชานอกตําราให้ประชาชน พร้อมจัดอบรม "ปลูกกัญชา กัญชง" ให้ถูกกฎหมายและได้ประสิทธิภาพ ณ ศูนย์การเรียนรู้ Thai Herb Centers จ.นนทบุรี ยันความรู้ไม่ใช่ของผม เป็นสมบัติของโลก

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.64 ศูนย์การเรียนรู้ Thai Herb Centers จ.นนทบุรี ได้จัดโครงการอบรมเสริมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และกัญชานอกตําราให้กับประชาชน โดย นายธวัช จรุงพิรวงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชน Thai Herb Centers ได้เชิญ "ลุงดํา" หรือนายอร่าม ลิ้มสกุล ปราชญ์กัญชาไทย ประธานวิสาหกิจชุมชน สมุนไพรเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และกัญชานอกตํารา



นายอร่าม ลิ้มสกุล ปราชญ์กัญชาไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ นับเป็นผู้เริ่มตํานานใหม่ให้กับวงการ กัญชาไทย โดยเฉพาะเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์กัญชา "KD เกาะเต่า" จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และทุกวันนี้ได้อุทิศในการสอนธรรมะ และให้ความรู้เรื่องกัญชาแก่ผู้ที่สนใจอย่างมีความสุข

...

ปราชญ์กัญชาไทย กล่าวด้วยว่า "สายพันธุ์ KD เกาะเต่า" เป็นชื่อที่ฝรั่งตั้งให้ แต่ผมไม่ได้ต้องการชื่อเสียง ลุงดํากล่าวอย่างอารมณ์ดีและอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันสายพันธุ์ KD ยังสามารถแยกย่อยออกเป็น Sativa, Indica และ Auto อีกด้วย พร้อมอธิบายถึงประโยชน์ของสายพันธุ์กัญชาอย่างเข้าใจง่าย ส่วน “สายพันธุ์ Sativa” นั้นเหมาะกับการใช้ในเวลากลางวัน เพราะช่วยให้กระฉับกระเฉง ที่รู้จักกันดีก็คือกัญชาพันธุ์ไทย เช่น หางกระรอก ศรีสงคราม หางเสือ และฝอยทอง เป็นต้น

ปราชญ์กัญชาไทย กล่าวต่อว่า สายพันธุ์ Indica เหมาะกับช่วงกลางคืน ช่วยในการพักผ่อน นอนหลับ และคลายเครียด สายพันธุ์ดั้งเดิมนั้นพบบนที่สูง ทางเหนือของโลก เช่น อินเดีย เนปาล ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตามต่อมาชาวตะวันตกได้นําไปผสมข้ามสายพันธุ์จนเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพมากมายนับร้อยสายพันธุ์ สําหรับการปลูกกัญชานั้น ถือว่าเรายังมีกิเลส แต่ตอนนี้ผมสอนธรรมะ เพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และยกสมบัติทุกอย่าง ให้คนอื่นหมดแล้ว

ปราชญ์กัญชาไทย ยังบอกถึงเรื่องของกัญชาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างไรว่า จริงๆ แล้วในพระวินัยไม่ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่ากัญชานั้นผิด ไม่ได้กล่าวว่าเป็นปราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ขณะที่ในมหาสมัยสูตร ได้กล่าวถึงกัญชาในทางที่ดี ไม่ได้กล่าวว่าผิดพระวินัยแต่อย่างใด ในพุทธประวัติในอินเดีย ซึ่งไม่มีในตําราไทย ระบุว่า ในช่วงที่พุทธองค์บําเพ็ญทุกรกิริยานั้นพระองค์ท่านได้เสวยเมล็ด กัญชาวันละ 1 เมล็ด ซึ่งจริงๆ แล้วในแถบอินเดีย แคชเมียร์ เนปาล ปากีสถาน มีอยู่แล้วในอดีตเป็นสายพันธุ์ Indica ขี้นอยู่ทั่วไป แต่เขาไม่ได้เอามาสูบอย่างคนไทย

ลุงดํา เล่าต่อไปว่า ในประสบการณ์ตรงนั้น ได้นํากัญชามาใช้เพื่อช่วยในเรื่องสมาธิ คือไม่ได้อวดอ้างแต่ช่วยให้จิตสงบได้ เมื่อจิตมีสมาธิ ก็สามารถทําวิปัสสนาได้ ดูกาย ดูจิตได้ ซึ่งในความคิดของลุงดํานั้นกัญชาเป็นโอสถที่ช่วยทําให้เกิดสมาธิ ต่างจากสุราเมรัย ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผิดศีล ตามหลักพระพุทธศาสนา

"ผมก็เคยนําน้ํามันกัญชา เครื่องดื่มชากัญชา ไปถวายพระเพราะถือเป็นโอสถ แต่กัญชามาผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2503 ที่มี การทําให้พืชสมุนไพรถูกปลูกฝังว่าเป็นยาเสพติดเช่นเดียวกับเฮโรอีน เป็นการให้ความรู้ผิดๆ มาจากสหรัฐอเมริกา จริงๆ แล้วถ้าจะให้ตายต้องกินมากถึง 200 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่เราเอามาใช้เป็นโอสถ ถ้าถูกวิธีก็จะเกิดผลดี เพราะทุกส่วนนั้นเป็นยาหมด ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีการแยกสารประกอบในกัญชาออกมา โดยเฉพาะแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) ที่มี THC ที่ทําให้คนมึนเมา ซึ่งจริงๆ แล้ว THC ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายหากใช้อย่างเหมาะสม และถ้าปลูกดีๆ สามารถฟื้นวิกฤติประเทศไทยได้เลยนะ แต่ทุกวันนี้การปลูกกัญชายังผิดกฎหมาย จึงเน้นเฉพาะส่งเสริมความรู้อย่างถูกต้องเท่านั้น" ปราชญ์กัญชาไทยกล่าว

...

เมื่อถามถึงสูตรยาสมุนไพรพื้นบ้านในปัจจุบัน ลุงดํา เผยว่า ที่ทําจากกัญชาน้ันมีแนะนําอยู่ 3 สูตร คือ น้ำมันกัญชา ยา รักษามะเร็ง และน้ํามันสําหรับนวด อย่างน้ํามันกัญชานั้นสามารถนํามาหยอดทั้งตา หู จมูก ปาก เพื่อบําบัดรักษาโรคได้เลย อย่างสูตรน้ํามันนวดของลุงดํานั้นจะใช้ทุกส่วนของลําต้นมาสับให้ละเอียด จากนั้นนําไปต้มกับกะทิ แล้วเคี่ยวจนงวด นํามาเป็นน้ํามันนวด 

"ผมยืนยันว่า ความรู้ไม่ใช่ของผมเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่ใช่การกล่าวเกินจริง เพราะในปัจจุบันผมได้ยกทรัพย์สิน ให้คนอื่นทั้งหมด แล้วหันมายึดอาชีพสอนธรรมะที่เกาะสมุย พร้อมส่งต่อความรู้กัญชาสู่พี่น้องลูกหลาน กระทั่งมีลูกศิษย์มากมายเมื่อมีโอกาส"

...