หนุ่มกตัญญูเดินเท้าวันละ 12 กม.ไปทำงาน ถูกรถไฟชนดับริมรางรถไฟที่ฉะเชิงเทรา พบติดโควิดต้องนำศพไปเผาด่วน ด้านแม่เสี่ยงสูง ส่วนวัดขาดแคลนสัปเหร่อ ได้พระอาสาเปลี่ยนจากสวดศพมาสวม PPE เผาศพให้แทน

เมื่อช่วงกลางดึก วานนี้ (17 ส.ค.64) เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตด้วยโรค โควิด-19 จากโรงพยาบาลพุทธโสธร มายังวัดอุดมมงคล ต.ท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา โดยเป็นผู้เสียชีวิตจากการติดโควิด-19 สะสมคนที่ 128 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา คือ นายณรงค์เดช นันทอง อายุ 32 ปี หนุ่มกตัญญู หาเงินเลี้ยงแม่และยายถูกรถไฟชนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ บริเวณจุดตัดรถผ่านแฟลตพนักงานรถไฟ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งแพทย์เวรโรงพยาบาลพุทธโสธรได้สวอบหาเชื้อโควิด-19 และผลได้ออกมาในช่วงค่ำที่ผ่านมา พบว่าเป็นบวก โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัย ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตมาถึงวัด พร้อมนำเข้าเตาเผาโดยทันที มีพระอนุสรณ์ พระลูกวัดอุดมมงคล ทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อ ส่วนแม่ของผู้เสียชีวิตถูกกักตัวทันที เนื่องจากเป็นผู้เสี่ยงสูง จึงไม่มีใครเดินทางมาร่วมภายในงาน

...

สำหรับนายณรงค์เดช นันทอง เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟเฉี่ยวชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นที่รักของเพื่อนบ้านและผู้เป็นแม่ โดยนายณรงค์เดช ต้องเดินเท้าทุกวันบนรางรถไฟ วันละไม่ต่ำกว่า 12 กิโลเมตร ไปกลับบ้าน 2 รอบ โดยรอบเช้าเดินไปทำงานที่ร้านอาหาร ภายในสถานีรถไฟฉะเชิงเทรา ก่อนจะเดินกลับบ้านมาในช่วงเที่ยง เพื่อนำข้าวและอาหารมาให้แม่และยายที่บ้านพัก ก่อนจะเดินกลับไปทำงานที่ร้านอาหาร และกลับบ้านในช่วงเย็น ซึ่งผู้เป็นแม่เผยว่า ลูกชายทำงานอยู่คนเดียว เนื่องจากตนตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 มาหลายเดือนแล้ว ลูกชายจึงเป็นเสาหลักคนสำคัญของบ้าน โดยวันนี้ได้ไปที่โรงพยาบาลและอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อประสานขอใบมรณบัตรลูก เตรียมนำร่างมาบำเพ็ญกุศลที่วัดนิโครธารามใกล้บ้านพัก โดยทำการจองศาลาปัดกวาดทำความสะอาดไว้แล้ว แต่ต้องมาทราบข่าวในช่วงหัวค่ำ ว่าลูกชายติดเชื้อโควิด-19 จึงต้องเร่งดำเนินการเผาทันที

ขณะที่ พระอนุสรณ์ พระลูกวัดอุดมมงคล รับหน้าที่สัปเหร่อจำเป็น เปิดเผยว่า ตนเองรับหน้าที่เผาศพโควิด-19 มาแล้ว 8 ศพรวมศพนี้ สาเหตุเนื่องจากสัปเหร่อตัวจริงเดินทางกลับบ้านเกิดทางภาคอีสาน และไม่สามารถเดินทางเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จึงรับอาสาเผาศพเหยื่อโควิด-19 ที่เดินทางมาเผายังวัดแห่งนี้ ตนเองไม่กลัวเรื่องติดโรค เพราะมีความรู้หากป้องกันตัวเอง ศพไม่สามารถแพร่เชื้อได้ จึงจำเป็นต้องทำเพราะไม่ทำแล้ว โยมก็ไม่มีคนเผาให้ ส่วนตัวเองเมื่อก่อนจะคอยรับหน้าที่สวดศพที่มาเผา แต่วันนี้ได้ยกหน้าที่ให้พระรูปอื่น โดยตนเองทำหน้าที่เผาแทน.