จนมุมแล้ว 2 คนร้ายไล่ยิงหนุ่ม กฟภ.ดับคาเก๋ง กลางเมืองลพบุรี เป็นพ่อค้ายานรกในพื้นที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นตำรวจ คืนเกิดเหตุขับรถไปส่งยาบ้าให้ลูกค้าบังเอิญเห็นผู้ตายขับรถผ่านมาพอดีเลยหวาดระแวงว่าโดนสะกดรอยตาม หลังส่งของเสร็จขับรถมาเจอกันอีกบนถนน ผู้ตายขับช้าๆอยู่ด้านหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหัน แถมมีรถกระบะอีกคันตามหลังมาคิดว่าเป็นตำรวจจะจับกุมเลยเร่งเครื่องประกบยิงขู่เปิดทางหนี กระสุนทะลุประตูรถเจาะเข้าชายโครงจนเสียชีวิต หลังก่อเหตุหนีไปบวชล้างบาปก่อนย้อนกลับมาพื้นที่เลยถูกจับกุมทั้งคู่

ตำรวจโชว์ผลงานตามลากคอแก๊งโหดไล่ยิงหนุ่มการไฟฟ้าดับคาเก๋ง ที่ ศปก.ภ.จ.ลพบุรี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 เม.ย. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จ.ลพบุรี พร้อมชุดสืบสวนร่วมแถลงข่าวจับกุมนายมานะ หรือมด สีสังข์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 8 ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และนายชนะพงษ์พันธ์ หรืออุ้ม แก้วแดงดี อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35/2 บ้านดงสวอง ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ผู้ต้องหาใช้ปืนยิงนายพงศ์เทพ ขันธเขต อายุ 39 ปี พนักงานระดับ 7 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 3 (ภาคเหนือ) จ.ลพบุรี หัวหน้าทีมฮอตไลน์ 22 เควี เสียชีวิตคารถเก๋ง เหตุเกิดบนถนนพหลโยธินขาออก กม.ที่ 151 จุดกลับรถเลยห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ต.ท่าศาลา อ.เมืองลพบุรี เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 เม.ย.

พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า หลังเกิดเหตุมอบหมายให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามล่าตัวคนร้ายอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและผู้ตายเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรของรัฐ จากการลงพื้นที่ติดตามข้อมูลสืบพยาน และดูจากหลักฐานกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆในตัวเมืองลพบุรี รวมทั้งกล้องหน้ารถของผู้ตาย จนรู้ตัวคนร้ายทั้งสองเป็นพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ นายชนะพงษ์พันธ์ทำหน้าที่ขับรถเก๋งที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนนายมานะเป็นคนใช้ปืน 9 มม. ยิงใส่ผู้ตาย เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามตัวเรื่อยมา

จนทราบว่าทั้งสองย้อนกลับเข้ามาในพื้นที่ ไปเช่าห้องพักอยู่ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี จึงนำกำลังเข้าจับกุม พร้อมของกลางปืน 9 มม. กระสุน 15 นัด ยาไอซ์ 39.65 กรัม และรถเก๋งฮอนด้าซีวิค สีดำ ทะเบียน ชภ 8857 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้ก่อเหตุ

สอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองเปิดปากรับสารภาพว่า คืนเกิดเหตุขับรถเก๋งไปส่งยาบ้า 1 หมื่นเม็ดให้นายกล้า ผู้ต้องหายาเสพติดที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ บริเวณสะพานลอยหน้าโรงเรียนเมืองใหม่ ริมถนนพหลโยธิน ใกล้วงเวียนเทพสตรี (วงเวียนพระนารายณ์มหาราช) ขณะนั้นเห็นรถเก๋งมาสด้า 2 สีแดง ที่ผู้ตายขับผ่านมาคนเดียว หลังแยกย้ายจากเพื่อนๆที่นั่งดื่มกินกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองลพบุรี มุ่งหน้ากลับบ้านใน ต.ท่าศาลา เข้าใจผิดคิดว่าเป็นตำรวจแอบสะกดรอยติดตามเลยเกิดความหวาดระแวง หลังส่งมอบยาบ้ากันเสร็จขับรถออกมาตามถนนพหลโยธิน นายชนะพงษ์พันธ์เป็นคนขับ ส่วนนายมานะนั่งเบาะคู่หน้า

พอถึงจุดเกิดเหตุรถผู้ตายวิ่งช้าๆอยู่เลนขวาด้านหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเข้ามาเลนซ้ายกะทันหัน จังหวะนั้นมีรถกระบะอีกคันขับตามหลังมา ผู้ต้องหาคิดว่ารถผู้ตายเป็นรถตำรวจที่ตามมาจะจับกุมเนื่องจากบนรถตัวเองยังมียาบ้าอีกจำนวนมากที่เตรียมไปส่งลูกค้า จึงเร่งเครื่องขึ้นประกบฝั่งขวา นายมานะลดกระจกลงมาใช้ปืนยิงใส่รถผู้ตาย 1 นัด เพื่อเปิดทางหนี กระสุนเจาะเข้าประตูฝั่งคนขับทะลุเข้าชายโครงขวาของผู้ตายทำให้รถเสียหลักพุ่งปีนฟุตปาทไปชนป้ายโฆษณาข้างทางก่อนจะเสียชีวิต หลังก่อเหตุพากันหลบหนี เอาปืนไปซ่อนไว้ในบ้านเช่าใน ต.ท่าศาลา อ.เมืองลพบุรี เอารถเก๋งไปซ่อนในบ้านเช่า ต.ทะเลชุบศร อ.เมืองลพบุรี ก่อนจะย้ายไปเก็บที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นนายมานะ มือปืนเกิดสำนึกผิดเกรงกลัวต่อบาป หนีไปบวชที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ ส่วนนายชนะพงษ์พันธ์ติดตามไปเป็นลูกศิษย์ ต่อมาได้สึกและย้อนกลับเข้ามาในพื้นที่กระทั่งถูกตำรวจจับกุม

หลังแถลงข่าวตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพจำลองเหตุการณ์บริเวณหน้า บก.ภ.จ.ลพบุรี ขณะเดียวกัน นางพงษ์ศิริ ขันธเขต อายุ 65 ปี แม่ผู้ตายได้มอบช่อดอกไม้ขอบคุณ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 และทีมงานที่ให้ความสนใจสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ยิงลูกชายมาดำเนินคดีได้ภายในเวลาเพียง 19 วัน