กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ปรับมาตรการใหม่ ห้ามนักท่องเที่ยวลองดื่มน้ำพุโซดาห้วยกระเจาแบบดิบๆ จากบ่อเองแล้ว ให้รับแต่น้ำที่ผ่านการกรองแล้วเท่านั้น มีข่าวดีสำรวจพบเพิ่มอีก 3 บ่อ แต่ไม่เป็นน้ำพุ
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินงานตามโครงการศึกษา สำรวจ และรูปแบบการพัฒนาน้ำบาดาลจากแหล่งน้ำกักเก็บในหินแข็งระดับลึกในพื้นที่ธรณีวิทยาโครงสร้างซับซ้อน เพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาว ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่ประสบปัญหาภัยแล้งมานานกว่า 30 ปี
โดยมีการลงพื้นที่สำรวจในภาคสนามจนพบแนวรอยแตกที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง ในชั้นหินแปร จำพวกหินควอร์ตไซต์ ซึ่งแนวรอยแตกดังกล่าว มีโครงสร้างคล้ายเส้นท่อขนาดใหญ่ ที่ไขว้กันไปมา ในหลายระดับความลึกและมีความกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร ยาวมากกว่า 23 กิโลเมตร และเวลาต่อมาสามารถเจาะพบน้ำบาดาลที่มีปริมาณน้ำใต้ดินเป็นจำนวนมหาศาล และที่สำคัญน้ำที่พุพวยพุ่งขึ้นมามีรสชาติหวาน และซ่าคล้ายโซดา สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยทั้งประเทศ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
...
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.64 นายทนงศักดิ์ ล้อชูสกุล ผอ.สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 2 (สุพรรณบุรี) เปิดเผยว่า บริเวณพุโซดาบ่อที่ 2 ที่เคยให้ประชาชนได้ทดลองชิมน้ำดิบนั้น ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปรับรูปแบบใหม่ และดำเนินการปรับภูมิทัศน์โดยรอบบ่อน้ำบาดาล เพื่อให้มีสภาพดูดีขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มาท่องเที่ยว และมารับน้ำโซดาที่เราแจกจ่ายกลับไป ส่วนน้ำดิบพุโซดาที่ยังไม่ผ่านกระบวนการการกรอง ขณะนี้ จนท.ไม่อนุญาตให้ประชาชนได้ทดลองชิมแล้ว
ผอ.สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ยังอนุญาตให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมารับน้ำในส่วนที่ผ่านกระบวนการการกรองที่ได้มาตรฐานน้ำดื่มแล้วเท่านั้น โดยจะแจกจ่ายให้กับประชาชนคนละ 500 ซีซี. ตามเดิมโดยสามารถมารับน้ำได้ที่บริเวณโรงกรองน้ำของเรา ที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยบริการกรอกน้ำให้ครบทุกคนที่มา สำหรับจำนวนปริมาณของประชาชนและนักท่องเที่ยวจนถึง ขณะนี้ พบว่าในช่วงวันธรรมดามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอย่างน้อยวันละ 1,500-2,000 คน ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ยังคงมีตัวเลขของนักอยู่ที่ประมาณวันละ 5,000 คนขึ้นไป จะพบได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดน้อยลง
นายทนงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้สำรวจ และเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่บ้านทุ่งคูณ หมู่ 19 ต.ห้วยกระเจา เพิ่มอีกจำนวน 4 บ่อ แต่ละบ่อลึกมากกว่า 100 เมตร ผลปรากฏว่าได้น้ำบาดาลแล้ว จำนวน 3 บ่อ และแต่ละได้บ่อมีปริมาณน้ำมากกว่า 40 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แต่น้ำที่ได้ทั้ง 3 บ่อนั้นไม่ใช่น้ำพุ ส่วนกรณีที่ได้มีการประชุมกับทางจังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งทาง อบจ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมสรุปได้ว่า จะให้ทาง อบจ.กาญจนบุรี เข้ามาดำเนินการปรับสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเน้นให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากน้ำแร่ โดยมีคณะทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะทำงาน
เมื่อถามว่า หากมีการจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วจะยังคงสภาพให้น้ำพุพวยพุ่งขึ้นมาเช่นเดิมหรือไม่นั้น ผอ.สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการทดสอบในส่วนของน้ำพุอยู่เช่นกัน ส่วนจะยังให้คงน้ำพุอยู่ต่อไปหรือไม่นั้นคงจะต้องมีการพูดคุยกันในระดับคณะทำงานว่าเราจะคงลักษณะพื้นที่ หรือการพัฒนาพื้นที่จะมีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นเรื่องของการพูดคุยกันในอนาคต โดยปัจจุบัน นายศักดิ์ วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้มีข้อสั่งการลงมาโดยเน้นย้ำเกี่ยวกับความสะอาดของพื้นที่บริเวณโดยรอบ รวมทั้งเน้นในเรื่องของการวิเคราะห์น้ำดื่มให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มทุกวัน ซึ่งท่านอธิบดีได้สั่งการมาให้นำรถปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพน้ำบาดาลเคลื่อนที่มาประจำในพื้นที่ทุกคน
...
นายทนงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับน้ำแร่โซดาเพื่อรอแจกจ่ายให้กับประชาชนนั้น ปัจจุบันมีอัตราการผลิตอยู่ที่ 500 ลิตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าภายใน 1 วันหากเราผลิตน้ำอยู่ที่วันละ 2,000 ลิตรก็จะสามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้ประมาณ 4,000 คน แต่ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับจำนวนคน ถ้ามีคนมาเที่ยวเป็นจำนวนมากเราก็สามารถผลิตได้มาก ขึ้นอยู่กับจำนวนของประชาชนที่มาในแต่ละวัน ก็ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมา หรืออยากจะมาชิมน้ำพุโซดาที่ผ่านการกรองสามารถเดินทางมาได้ทุกวัน แต่อยากฝากไปถึงผู้ที่จะเดินทางมารับน้ำ ท่านสามารถรับน้ำแร่โซดาได้เพียงคนละ 500 ซีซีเท่านั้น และก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 500 ซีซี เพราะในแต่ละวันทุกคนได้รับแร่ธาตุที่เป็นอาหารจากส่วนอื่นที่เพียงพออยู่แล้ว
ด้าน นายศิริพงษ์ พัฒนกุลเกียรติ นักท่องเที่ยวชาว กทม.กล่าวว่า ตนมาทำธุระที่อำเภอพนมวน หลังจากทำธุระเสร็จก็ได้พาแม่มาเที่ยว และทดลองดื่มน้ำแร่โซดาที่ผ่านการกรอง ที่ก็มีรสชาติซ่าคล้ายโซดาที่เปิดฝาขวดค้างคืนเอาไว้ โดยเรื่องนี้ถือว่าเป็นความโชคดีของชาวตำบลห้วยกระเจา และจังหวัดกาญจนบุรีที่ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เจาะพบน้ำแร่โซดาที่เป็นธรรมชาติที่สามารถดื่มได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้พื้นที่มีความคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก และหลังจากมีเรื่องของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามา ก็เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ด้วย ที่สำคัญหากมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป.
...