เกษตรหนองเสือ ปทุมธานี เจอพิษภัยแล้ง บิ๊กแจ๊ส ประสานกรมชลฯ และให้กองช่างสำรวจออกแบบตั้งโรงสูบน้ำผันนำเจ้าพระยาเข้าคลองเชียงราก ไหลผ่านเข้าคลอง 1 ไปจนถึงคลอง 12 เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างถาวร

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.64 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายเสวก ประเสริฐสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และทีมงาน ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า แปลงนาข้าวของชาวบ้าน หมู่ 3 ตำบลคลองเจ็ด อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ได้รับความเสียหาย ต้นข้าวยืนต้นตายจากคุณภาพของน้ำในคลอง ส่วนเกษตรกร ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ต้องเรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อสูบน้ำใช้ในแปลงเกษตร

นายชุมพล สาบประเสริฐ อายุ 75 ปี เกษตรกรชาวนา หมู่ 3 ตำบลคลองเจ็ด อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ตนเองปลูกข้าวจำนวน 10 ไร่ น้ำที่เราได้สูบไปใช้ในแปลงนาข้าวทำให้สภาพต้นข้าวช่วงปลายนาจะแห้งตาย โดยตนเองเสียหายประมาณ 2 ไร่ ในส่วนที่ต้นข้าวตายคาดว่าคงไม่ฟื้นแล้ว ส่งผลเสียให้ผลผลิต จากจำนวน 10 ไร่ คงหายไปแล้ว 2 ไร่ คิดว่าที่ข้าวต้นยืนต้นตายสาเหตุมาจากคุณภาพของน้ำ เพราะเคยเป็นลักษณะแบบนี้มาก่อนในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา ซึ่งอยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ แต่หากช่วยเราไม่ได้ เราชาวบ้านก็คงต้องช่วยตัวเองไปก่อน

ด้าน นายบุญลาภ เดชแพง อายุ 45 ปี เกษตรกรชาวนา หมู่ 3 ตำบลคลองเจ็ด กล่าวว่า ตนเองทำนาจำนวน 20 ไร่ แปลงนาข้าวของตนเองนั้นได้รับผลกระทบจากคุณภาพของน้ำช่วงภัยแล้ง โดยแปลงนามีสภาพปลายนาต้นข้าวแห้งตาย เนื่องจากช่วงวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา มีน้ำเค็มดัดเข้ามา ตนเองไม่ทราบจึงได้สูบมาใช้ในแปลงนาและระหว่างนี้อยู่ในช่วงหว่านข้าว ต่อมาจึงพบว่ามีข้าวในนาบางส่วนไม่ขึ้น ส่วนที่ข้าวขึ้นก็จะมีบางส่วนที่ข้าวยืนต้นตาย ซึ่งก็เหมือนกับปีที่แล้วที่ตนเองก็เคยประสบปัญหาแบบนี้ ครั้งนี้ตนเองมีต้นข้าวเสียหายถึง 3 ไร่


เช่นเดียวกับ นายสมชาย ท้วนมัย อายุ 37 ปี เกษตรกรชาวนา หมู่ 3 ตำบลคลองเจ็ด กล่าวว่า สภาพของแปลงนาข้าวลำต้นของข้าวจะมีสีแดงเหมือนสนิม จากนั้นข้าวก็จะยืนต้นตาย และสภาพของดินในแปลงนาก็มีสีแดงเป็นคราบสนิมน้ำ และมีลักษณะของตะไคร่สีน้ำตาลแดง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ก็มีเสียหายแบบตนเองจำนวนมาก และกำลังขยายวงกว้างออกไป อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือในการผันน้ำให้หน่อย เอานำดีมาไล่น้ำเสียออกให้หน่อย ซึ่งปัจจุบันสภาพน้ำภายในคลองมีก็จริง แต่ไม่สามารถใช้ในการเกษตรได้

นางกุลริสา แย้มสำราญ อายุ 61 ปี เกษตรกรสวนกล้วย ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ กล่าวว่า ตนเองได้รับความเดือดร้อนต้องควักจ่ายค่าน้ำมันกันเอง โดยการเรี่ยไรกันไร่ละ 130 บาท โดยป้าต้องจ่ายครั้งละกว่า 7,000 บาท เนื่องจากป้าปลูกกล้วยหอม จำนวน 50 ไร่ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน


ขณะที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า ได้รับการร้องขอความช่วยผ่านมาทางสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีเป็นจำนวนมาก การที่เกิดภัยแล้งแล้วชาวบ้านต้องเรี่ยไรกันซื้อน้ำมันสูบน้ำ และคุณภาพของน้ำที่ทำให้พืชผลเสียหาย จึงเดินทางมารับทราบปัญหากับพี่น้องชาวเกษตรกร พบว่ากำลังเดือดร้อนจากการขาดน้ำและคุณภาพน้ำจริง ตั้งแต่คลองเจ็ดถึงคลองสิบสามหนองเสือ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมชลประทาน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซึ่งปัญหาภัยแล้งที่ อ.หนองเสือ เกิดขึ้นแทบทุกปี โดยภัยแล้งควรหมดไปได้แล้ว ตนจึงมอบหมายให้ นายเสวก ประเสริฐสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมทีมงานได้ประชุมแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับพี่น้องชาวเกษตรในจังหวัดปทุมธานีอย่างถาวรแล้ว

...

ส่วน นายเสวก กล่าวว่า ในส่วนของคลองที่แห้ง ทางนายก อบจ.ได้ประสานกับกรมชลฯ ประสานจะมีการดำเนินการลอกคลองและผันให้น้ำสามารถไหลเข้าพื้นที่จนมีปริมาณน้ำมากให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรนั้น เบื้องต้นตนเองได้ให้กองช่าง อบจ.ปทุมธานี สำรวจออกแบบตั้งแต่คลองเชียงรากน้อย เพื่อหาพื้นที่ตั้งโรงสูบ วางท่อขนาด 1.80 เมตร เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าคลองเชียงรากไหลผ่านเข้าคลอง 1 ไปจนถึงคลอง 12 โดยทุกคลองจะมีวาล์วเพื่อที่จะเปิดลงคลอง โดยจะมีการสูบน้ำในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเราจะประสานงานและทำงานร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาวปทุมธานี ในอนาคตปทุมธานีจะต้องไม่มีภัยแล้งเกิดขึ้น เพราะเรามีทรัพยากรคือน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีของเรา.