ไลฟ์สไตล์
100 year

สทน.แจงดำเนินกิจกรรมพื้นที่คลอง 5 ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐานความปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์
5 มี.ค. 2564 15:21 น.
SHARE

สทน. คลายข้อสงสัย แจงการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่คลองห้า ศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก และโรงเก็บอาคารเก็บกากกัมมันตรังสี ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐาน ยันทุกขั้นตอนมีมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ส่ง ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.64 จากกรณีมีบทความตั้งข้อสงสัยในการปฏิบัติงานของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน. ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก และโรงเก็บอาคารเก็บกากกัมมันตรังสี 3 ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยระบุว่า กิจกรรมที่ สทน. ดำเนินการในพื้นที่คลอง 5 อาจส่งผลทำให้เกิดการปนเปื้อนของธาตุกัมมันตรังสีต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำใต้ดินโดยรอบพื้นที่ตั้งของโครงการ และอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่บริโภคน้ำจากแหล่งน้ำ

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า สทน. ได้มีการตรวจสอบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อมวลชนและมีความกังวล เพราะข้อมูลหลายประเด็นมีความคลาดเคลื่อน หรือการรับทราบข้อมูลไม่ครบทุกด้าน หลายประเด็นไม่ใช่ข้อเท็จจริง สทน.จึงขอชี้แจงประเด็นข้อสงสัย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกลุ่มผู้ตั้งข้อสังเกตเอง และกลุ่มประชาชนทั่วไป จึงขอชี้แจงประเด็นดังกล่าว ที่เกี่ยวเนื่องกับบทความที่นำเสนอดังนี้
1.ศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก ซึ่งในอดีตเป็นโรงงานต้นแบบสำหรับแปรสภาพโมนาไซต์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูและของสำนักงานพลังปรมาณูเพื่อสันติ (พปส.) และมีความกังวลกันว่า ในกระบวนการแปรสภาพแร่โมนาไซต์นั้น โอกาสที่ยูเรเนียมและไอโซโทปต่างๆ ในอนุกรมยูเรเนียมที่ปะปนอยู่ในแร่จะถูกชะล้างและปะปนอยู่ในนํ้าทิ้งของกระบวนการผลิตลงสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย 7 บ่อ ซึ่งระบุว่า อาจจะเกิดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554

ข่าวแนะนำ

สทน. ขอชี้แจงว่า กิจกรรมการสกัดแร่โมนาไชต์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายากได้ยุติการดำเนินการอย่างสินเชิงตั้งแต่ปี 2548 หลังยุติการดำเนินงานนักวิจัยของ พปส. ได้ทำการวิจัย เพื่อวิเคาะห์ปริมาณเรเดียม-226 ในแหล่งน้ำใต้ดิน และในตัวอย่างน้ำจากคลองชลประทานซอย 5 เพื่อหาปริมาณเฉลี่ยต่อปีที่ประชาชนได้รับจากการบริโภคน้ำ ว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ ผลการศึกษาปรากฏว่า ค่าเฉลี่ย 2 ปี (ปี 2546-2547) ของปริมาณเรเดียม-226 ในน้ำใต้ดินและน้ำจากคลองชลประทานซอยห้าอยู่ระหว่าง อยู่ระหว่าง 3.639 ถึง 8.069 และ 2.956 ถึง 3.781 มิลลิเบ็กเคอเรลต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานปริมาณเรเดียม-226 ในน้ำดื่มที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 1,000 มิลลิเบ็กเคอเรลต่อลิตร ซึ่งสรุปว่าตัวน้ำอย่างในพื้นที่โดยรอบศูนย์ธาตุหายากปลอดภัยต่อการบริโภค

จนกระทั่งปี 2549 พื้นที่ของศูนย์ธาตุหายาก ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับศูนย์ฉายรังสี ได้ถูกโอนกิจการมาอยู่ในความดูแลของ สทน. ซึ่ง สทน. ก็ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมใดๆ นอกจากใช้เป็นที่จัดเก็บแร่โมนาไซต์ประมาณ 600 ตัน ที่อยู่ในรูปของแร่วัตถุดิบคือ "ทราย" ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ดังนั้น ทรายจึงไม่สามารถแพร่สารกัมมันตรังสีได้ เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการสกัดเอาแร่โมนาไซต์ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดน้ำท่วมจึงไม่ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีและแพร่ออกไปสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้ แต่ถึงกระนั้น สทน. ก็มิได้นิ่งนอนใจ เพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์และรังสี ซึ่งต้องมีมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

สทน. ได้ดำเนินการตรวจวัดรังสีในตัวอย่างสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม โดยทำการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่ของ สทน. คลองห้า ได้แก่ การนำตัวอย่างดินผิวหน้า ตะกอนดิน น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน เพื่อทำการตรวจวัดและวิเคราะห์ และ สทน. มีสถานีเฝ้าตรวจทางไกลที่ทำงานแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภายในพื้นที่ของ สทน. นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจวัดอัตราปริมาณรังสีภาคสนามภายนอกพื้นที่ของ สทน. คลองห้า ผลการวิเคราะห์ปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม จากตัวอย่างที่ฝ่ายความปลอดภัยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณรังสีต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดทุกตัวอย่าง และไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประชาชนทั่วไปได้รับต่อปี คือ 1 มิลลิซีเวิร์ด/ปี นั่นหมายความว่าการดำเนินกิจกรรมของ สทน.ที่คลอง 5 ไม่ต้องผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

2. กรณีที่มีความกังวลว่าโรงเก็บกากกัมมันตรังสี 3 ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก อาจจะมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ผืนดินแหล่งนํ้า ขอเรียนว่า สทน. ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีทั่วประเทศที่มีการใช้งานสารกัมมันตรังสี และต้องถูกจัดเก็บอย่างถูกต้องและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล อาคารเก็บรักษากากกัมมันตรังสีแห่งนี้ ถูกออกแบบและสร้างขึ้นพร้อมมีมาตรการดูแลด้านความปลอดภัยทางรังสี ความมั่นคงปลอดภัย มีการติดตั้งระบบควบคุมการเข้า-ออก ระบบตรวจวัดระดับรังสี การตรวจเช็คการเก็บรักษากาก และการตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบอาคารเก็บรักษากากกัมมันตรังสี ซึ่งมีค่าเท่ากับปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานเป็นไปตามระบบบริหารคุณภาพ ISO9001 และ ISO14001 โดยมีการติดตามตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกตามระบบมาตรฐานคุณภาพ จากหน่วยกำกับดูแลหรือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลตามอนุสัญญาร่วมด้านความปลอดภัยการจัดการกากกัมมันตรังสีของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ปัจจุบันโรงเก็บกากกัมมันตรังสีที่ 3 จัดเก็บผลิตภัณฑ์กากกัมมันตรังสี จำนวน 340 ถัง (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564)

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวสรุปว่า เนื่องจากพื้นที่บริเวณคลอง 5 ดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์และรังสี สทน. จึงมิได้นิ่งนอนใจ มีมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐาน สทน. ได้ดำเนินการตรวจวัดรังสีในตัวอย่างสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม โดยทำการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่ของ สทน. คลองห้า ได้แก่ การนำตัวอย่างดินผิวหน้า ตะกอนดิน น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน เพื่อทำการตรวจวัดและวิเคราะห์ และ สทน. มีสถานีเฝ้าตรวจทางไกลที่ทำงานแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภายในพื้นที่ของ สทน. นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจวัดอัตราปริมาณรังสีภาคสนามภายนอกพื้นที่ของ สทน. คลองห้า ผลการวิเคราะห์ปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม จากตัวอย่างที่ฝ่ายความปลอดภัยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณรังสีต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดทุกตัวอย่าง และไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประชาชนทั่วไปได้รับต่อปี คือ 1 มิลลิซีเวิร์ด/ปี นั่นหมายความว่าการดำเนินกิจกรรมของ สทน.ที่คลอง 5 ไม่ต้องผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่โดยรอบ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สทน.สิ่งแวดล้อมโรงเก็บกัมมันตรังสีคลองห้ามาตรฐานปลอดภัยธวัชชัย อ่อนจันทร์ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 00:40 น.