ทิ้งทวนก่อนย้ายไปรับตำแหน่งใหม่คุมทีมสืบสวน บก.น.5 ทว่า พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.ดส.บช.น. ปิดแฟ้มคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ช่วยเหลือเหยื่อออกมาได้อย่างปลอดภัย หลังมีผู้มาขอความช่วยเหลือว่า นักธุรกิจชาวจีนวัย 43 ปี ถูกลักพาตัวไปจากซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.ติดต่อเรียกเงิน 3 ล้านหยวน หรือประมาณ 15 ล้านบาท แลกกับชีวิตตัวประกัน

ไม่อย่างนั้นจะฆ่านักธุรกิจจากแดนมังกรทิ้ง

เจ้าตัวพร้อมด้วย พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส.บช.น.นำกำลังออกหาข้อมูล กระทั่งได้เบาะแสนำไปช่วยเหยื่อค่าไถ่ที่คนร้ายกักขังไว้ในโพธิ์เฮาส์ รีสอร์ต ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

รวบตัวคนร้ายชาวไทยและหัวหน้าแก๊งชาวมาเลเซียส่งดำเนินคดี ข้อหา “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ และร่วมกันปล้นทรัพย์”

“ในชีวิตตำรวจโอกาสที่จะเจอคดีเรียกค่าไถ่น้อยมาก” พ.ต.อ.จิรกฤตระบายความในใจ

สำหรับเขาเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกปี 2560 คลายคดีแก๊งยากูซ่าจับชาวญี่ปุ่นเรียกค่าไถ่พื้นที่ สน.ทองหล่อ

ด้วยเพราะเคยและยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี เมื่อดูแล้วเป็นเรื่องจริง ความกังวลใจบังเกิดขึ้นทันทีในความคิดของนายตำรวจหนุ่ม

ชะตากรรมของเหยื่อจะเป็นอย่างไร จะมีชีวิตอยู่หรือไม่

ในฐานะผู้นำที่ต้องบริหารคดี พ.ต.อ.จิรกฤตมองว่า ต้องทำงานแข่งกับเวลา ถ้าช้าอาจสูญเสีย หันไปเพ่งสมาธิต่อการทำงาน ทำอย่างไรให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

พันตำรวจเอกไฟแรงยังขอบคุณ พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล และทีมงานลุยแบบอดหลับอดนอนเฝ้าจุดทำให้คดีสำเร็จและเหยื่อปลอดภัย

ช่วยกันสร้างชื่อให้ตำรวจไทยและหน่วยของเขา

รูดม่านปิดฉากอำลา “เก้าอี้ผู้นำทัพ” อย่างสวยงามและน่าจดจำ.

สหบาท