มกอช. ปลื้ม "โครงการ Q Canteen" ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ฉลุย โรงเรียนเอกชนตื่นตัวตอบรับกระแสอาหารปลอดภัยแห่เข้าร่วมแล้ว 16 แห่ง ส่วนปี 64 วางเป้าขยายผลเพิ่มทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พร้อมเล็งขยายช่องทางตลาดสินค้าเกษตรมาตรฐาน จับคู่แมตชิ่งธุรกิจโรงเรียน-เกษตรกร-ผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางรายได้เกษตรกร
เมื่อวันที่ 10 พ.ย.63 นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม ในฐานะรองโฆษก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึงผลดำเนินงานในการนำร่องขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายโครงการโรงอาหารปลอดภัยในโรงเรียน (Q Canteen) ในปี 2563 ว่า แม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการแต่อย่างใด ในทางกลับกันยิ่งทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองมีความตื่นตัว และเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพของบุตรหลานโดยการเลือกบริโภคอาหารปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ Q Canteen ระยะนำร่องแล้วจำนวน 16 แห่ง
...
ในจำนวนนี้ มกอช.ได้ประเมินและคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี โรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และโรงเรียนสมาคมสตรีไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเครือข่ายนำร่องที่มีความเข้มแข็ง เช่น โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสะอาดรังสิต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
หลังจากนี้ มกอช. จะทำการประเมินและทดสอบโรงเรียนเครือข่ายนำร่องทั้ง 16 แห่ง ยกระดับเป็นโรงเรียนต้นแบบอาหารปลอดภัยที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปขยายผลครอบคลุมโรงเรียนเอกชน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเตรียมความพร้อมไปสู่ทั่วประเทศในระยะต่อไป โดยล่าสุดได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้โครงการ Q Canteen แก่ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน 90 แห่ง ซึ่งได้รับความสนใจตอบรับเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโรงเรียนอาหารปลอดภัยเป็นอย่างดี
นายกฤษ กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างเครือข่ายโครงการ Q Canteen ว่า หลังจากได้โรงเรียนเอกชนนำร่อง 16 แห่งในปี 2563 แล้ว จะแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรกในระดับต้นแบบโดยเจ้าหน้าที่ยินดีเข้าร่วมการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตอาหารปลอดภัยภายใต้มาตรฐาน GAP ตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงคัดบรรจุภายใต้มาตรฐาน GMP และการจัดส่งภายใต้การควบคุมคุณภาพ ไปยังศูนย์รวบรวมขนส่งสินค้าก่อนที่จะกระจายสู่ปลายทาง คือ โรงอาหารในโรงเรียน เพื่อนำวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐาน GAP มาปรุงอาหารให้นักเรียนรับประทาน ซึ่งตลอดห่วงโซ่อุปทานผ่านการควบคุมมาตรฐานทั้งหมด สำหรับเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารในโรงอาหารในสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว ไข่ ไก่ ผัก ปลา และเนื้อสัตว์ เป็นต้น
นอกจากนี้ มกอช.ยังได้สร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารศึกษาภายใต้หลักสูตรมินิ GAP ในโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้นักเรียน และบุคลากรมีความเข้าใจในเรื่องการผลิตและการบริโภคอาหาร ที่ปลอดภัย โดยปรับการสื่อสารเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP ให้เด็กเข้าใจในรูปแบบง่ายขึ้น ส่วนภาคปฏิบัติก็จะสอนให้เด็กปลูกผักในหลุมถาด หรือแปลงเกษตรในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกที่ได้มาตรฐานปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อาหาร ส่วนขั้นตอนที่ 2 คือ การนำโรงเรียนต้นแบบที่ได้นำไปขยายผลในวงกว้างต่อไปเพื่อสร้างสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงแบบยั่งยืนกับเด็กไทย
"ประโยชน์ของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Q Canteen หลักๆ คือช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน สร้างการตระหนักรู้ด้านอาหารปลอดภัยผ่านไปยังครอบครัว และปลูกฝังการเป็นผู้บริโภคอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน ทำให้นักเรียนมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงจากการบริโภคอาหารปลอดภัย ไร้สารตกค้างปนเปื้อน ในขณะที่โรงเรียนเองก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ปกครอง รวมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลที่ดีของโรงเรียน นอกจากนี้ยังช่วยสร้างตลาดสินค้าเกษตรมาตรฐาน GAP สินค้าเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารอีกทางหนึ่ง" นายกฤษ กล่าว
ทั้งนี้ ในอนาคต มกอช.ยังมีแผนขยายผลโครงการ ด้วยการจับคู่หรือแมตชิ่งทางธุรกิจ (Business Matching Online) ระหว่างโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Q Canteen กับฟาร์มเกษตรกรที่อยู่ภายใต้มาตรฐาน GAP หรือร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารภายใต้มาตรฐาน Q เพื่อเปิดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีโอกาสเจรจาธุรกิจ ติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และตรงตามความต้องการของโรงเรียนอีกด้วย.
...