ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ว้ากผู้บริหารสารสาสน์ รมช.เดือด ตั้งกรรมการสอบ-ฟัน พ่อ-แม่ยื่น 5 ข้อ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์30 ก.ย. 2563 05:15 น.
    SHARE

    มอบตัวแล้ว 2 ครูโหดทำร้ายเด็ก “ครูจุ๋ม” กับครูชาวฟิลิปปินส์ โดนแจ้ง 2 ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทารุณเด็ก หลังสอบปากคำตำรวจปล่อยตัวทั้งคู่ไปชั่วคราว กลุ่มผู้ปกครองบุกโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์อีกรอบ โวยลั่นโรงเรียนไม่ยอมให้เข้าร่วมประชุมจนหวิดชุลมุน รมช.ศึกษาฯเรียกประชุมห้องใหญ่ ประกาศกร้าวสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโรงเรียน พร้อมแจ้งความเอาผิดผู้บริหารและครูที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกข้อหา แถมจ่อฟันไปถึงผู้บริหารเครือสารสาสน์ ด้านผู้ปกครองยื่น 5 ข้อเรียกร้องเยียวยา ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องนัดถกกันอีกรอบ “ทนายรณณรงค์” ปูดอีก มีเด็กเตรียมอนุบาลวัย 2 ขวบ ถูกครูทำร้าย พาผู้ปกครองเข้าแจ้งความแล้ว 18 คน

    โดนสาวไส้ออกมาเรื่อยๆ พฤติกรรมครูโหดทำร้ายเด็กอนุบาลโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะไล่ออก น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือครูจุ๋ม พี่เลี้ยงประจำชั้นอนุบาล 1 และครูคนอื่นอีก 3 คน รวมทั้งเปลี่ยนทีมผู้บริหารโรงเรียน หลังจากผู้ปกครองแห่เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีครูจุ๋มและไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องเรียนต่างๆ ยังพบว่ามีเด็กนักเรียนถูกครูชายชาวฟิลิปปินส์ชื่อนายมาวินร่วมทำร้ายเด็กด้วย ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยด่วนเนื่องจากเหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมากและมีหลายคนเตรียมย้ายโรงเรียนให้ลูกแล้ว

    ความคืบหน้าที่ สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ก.ย. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เดินทางมาสอบปากคำ น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือครูจุ๋ม ที่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดย พล.ต.ต.เอกภพกล่าวว่า หลังมีผู้ปกครองเข้าแจ้งความ ตำรวจไปไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบว่าห้องเรียนทั้ง 9 ห้องมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเด็กอย่างไรบ้าง ถ้าพบว่าครูคนใดไม่ว่าห้องไหนมีการกระทำต่อเด็กจะดำเนินคดีทั้งหมดทุกคนทุกฐานความผิดไป สำหรับครูจุ๋ม เบื้องต้นถูกแจ้ง 2 ข้อหาคือทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และกระทำหรือละเว้นการกระทำที่ก่อให้เกิดการทารุณต่อเด็ก โดยแยกเป็น 8 คดีเนื่องจากมีเด็กผู้เสียหาย 8 คน ส่วนข้อหาอื่นๆถ้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่ามีการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมทั้งครูที่เป็นคนกระทำและครูที่เห็นเหตุการณ์แล้วไม่ห้ามหรือยับยั้งให้เกิดการกระทำ

    ส่วนการดำเนินคดีกับนายมาวิน ลิวานัก โอเรโฮล่า อายุ 25 ปี ครูสอนภาษาชาวฟิลิปปินส์ ที่ก่อเหตุทำร้ายเด็กร่วมกับครูจุ๋ม พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ใจหลวง ผกก.ตม.จ.นนทบุรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายมาวินเข้ามามอบตัวที่สำนักงาน ตม.จ.นนทบุรี ตรวจสอบพบว่า นายมาวินเดินทางเข้าไทยช่วงเดือน ม.ค.63 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พอถึงกำหนดเดินทางกลับ เกิดโรคระบาดโควิด-19 จึงทำเรื่องขออยู่ต่อ และไปทำงานเป็นครูสอนภาษา มีความผิดข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ ส่งฟ้องต่อศาลแขวงนนทบุรีปรับเงิน 5,000 บาท หลังจากนี้จะเพิกถอนวีซ่านายมาวิน จากนั้นอายัดตัวนายมาวินส่ง สภ.ชัยพฤกษ์ ดำเนินคดี 2 ข้อหาเดียวกับครูจุ๋ม พนักงานสอบสวนสอบปากคำเบื้องต้นครูจุ๋ม กับนายมาวิน ก่อนปล่อยตัวทั้งคู่ไปชั่วคราวเนื่องจากเข้ามอบตัวเอง

    ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ช่วงเช้าวันเดียวกัน มีกลุ่มผู้ปกครองของเด็กอนุบาลที่ถูกครูทำร้ายและกลุ่มที่สงสัยว่าถูกครูทำร้ายทยอยเดินทางมารอฟังคำชี้แจงมาตรการของทางโรงเรียน ต่อมาเวลา 10.45 น. นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ พร้อมศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี และคณะกรรมการบริหารโรงเรียนร่วมประชุมภายในห้องประชุมย่อยโดยไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้ปกครองเข้าร่วมรับฟัง ทำให้กลุ่มผู้ปกครองต่างไม่พอใจ กรูเข้าไปเคาะประตูห้องประชุมด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวจนเกิดการชุลมุน เวลาผ่านไปราว 10 นาทีในห้องต้องเลิกประชุมกลางคัน ก่อนที่กลุ่มผู้ปกครองจะฮือเข้าไปต่อว่าทางโรงเรียนปิดกั้นข้อมูล จนตำรวจที่มาดูแลความปลอดภัยต้องเข้าไปเจรจาไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

    กระทั่งเวลา 11.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เดินทางมาที่โรงเรียน เรียกทุกฝ่ายเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมใหญ่ อนุญาตให้กลุ่ม ผู้ปกครองและผู้สื่อข่าวเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง นายอรรถพลกล่าวว่าไม่ได้ปิดบังข้อมูลกับกลุ่มผู้ปกครอง เพียงแต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการจ้างครูและการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนของทางโรงเรียนทั้งหมดว่าถูกต้องตามระเบียบของทางกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ สั่งให้ทางโรงเรียนนำเอกสารครูผู้สอนทั้งหมด มาตรวจสอบและต้องทำบอร์ดติดภาพว่าใครเป็นครูสอนห้องไหน ใบประกอบวิชาชีพเลขที่เท่าไหร่และหมดอายุเมื่อไหร่ หากทางโรงเรียนเอาบุคคลที่ไม่ใช่ครูมาสอนเด็กจะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ขณะที่ผู้ปกครองหลายคนเรียกร้องเร่งรัดให้ทางโรงเรียนออกมาชี้แจงว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาและรับผิดชอบ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

    ต่อมานางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงต่อกลุ่มผู้ปกครองว่าได้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 12 คน เพื่อตรวจสอบการทำงานของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์เป็นที่แรก รวมทั้งมอบหมายให้นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา ไปแจ้งความเอาผิดผู้บริหารโรงเรียนรวมทั้งครูที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในทุกข้อหาที่เข้าข่ายโดยไม่มีละเว้นเพื่อความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานให้กับโรงเรียนเอกชนทุกแห่งทั่วประเทศ ได้ประสานกับ พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์ ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ ไว้แล้วว่าจะให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความวันที่ 30 ก.ย. ส่วนกรณีของผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในเครือสารสาสน์ได้ออกเพียงหนังสือชี้แจง แต่ไม่ลงมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่าไม่มีความพร้อมแก้ปัญหาให้ผู้ปกครอง ถือว่ามีความผิดเพราะไม่ได้แสดงความจริงใจ ตนจะส่งหนังสือไปถึงนายพิบูลย์ ยงค์กมล ผู้รับใบอนุญาต และทีมผู้บริหารเครือสารสาสน์ ในวันที่ 30 ก.ย. ถ้าไม่มาพูดคุยจะฟ้องร้องดำเนินคดีแน่นอน ทั้งนี้ตนจะอยู่ร่วมกับผู้ปกครองในการตรวจสอบเรื่องต่างๆภายในโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจ

    นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ในวันที่ 30 ก.ย.คณะ กรรมการจะลงพื้นที่ตรวจใบอนุญาตฯครูในโรงเรียนทั้งหมด 120 กว่าคน หากตรวจพบไม่มีใบอนุญาตฯจะเข้าแจ้งความตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพราะคนที่จะมาเป็นครูผู้สอนจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ออกโดยคุรุสภา ถ้าไม่มีถือว่าเป็นครูเถื่อน มีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับกระบวนการสืบสวน รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายเดิมกำหนดไว้ระยะเวลา 180 วัน มีการแก้ไขข้อบังคับการสอบสวนจะลดระยะเวลาเหลือเพียง 90 วัน การดำเนินการเรื่องนี้จะไม่ช้าแน่นอน

    ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เดินทางมาร่วมรับฟังข้อสรุปของทางโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เผยว่า ล่าสุดพบเหตุครูทำร้ายเด็กเนิร์สเซอรีหรือเด็กเตรียมอนุบาลวัยแค่ 2 ขวบถูกครูทุบตี ผู้ก่อเหตุชื่อครูแมว ได้โทรศัพท์มาขอโทษพร้อมขอร้องผู้ปกครองไม่ให้แจ้งความดำเนินคดี แต่วันนี้ตนพาผู้ปกครอง 18 คนเข้าไปแจ้งความที่ สภ.ชัยพฤกษ์ ให้ดำเนินคดีกับครูแมว หรือครูคนอื่นที่ร่วมกระทำความผิดด้วย เด็กที่ถูกกระทำยังเป็นเด็กเล็กมาก เป็นเรื่องปกติที่จะมีอาการงอแง เหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ครูจุ๋มเพียงคนเดียว แบบนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว กระทรวงศึกษาธิการต้องเข้ามาดูแลอย่างเข้มงวด เท่าที่ทราบพบว่าห้องเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ไม่มีกล้องวงจรปิดให้ ผู้ปกครองนำเด็กที่อยู่ในห้องมาเป็นพยานบุคคลได้

    ต่อมาในช่วงเย็น หลังจากนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมคณะ ตัวแทนผู้บริหารโรงเรียนและผู้ปกครอง ร่วมประชุมหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนานกว่า 5 ชม.ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ กลุ่มผู้ปกครองมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้มีการเยียวยาค่ารักษาพยาบาลเด็กที่ถูกทำร้าย 2.ให้ทางโรงเรียนออกใบรับรองการศึกษาต่อสำหรับเด็กที่ประสงค์จะย้ายโรงเรียน 3.ให้ทางโรงเรียนชดเชยค่าทำขวัญของเด็กและค่าเสียเวลาของผู้ปกครองที่ต้องคอยมาติดตามเรื่องที่เกิดขึ้น 4.ให้ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพครูผู้สอนของโรงเรียนทั้งหมด และ 5.ให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องเรียนทุกห้องและต้องให้ผู้ปกครองสามารถเข้าดูได้ตลอดเวลา

    นางกนกวรรณกล่าวว่า ให้ตัวแทนของผู้ปกครองเด็กนักเรียนเข้าร่วมประชุมหารือพร้อมทั้งนำข้อเรียกร้องส่งให้กับตัวแทนโรงเรียนไปพิจารณาแล้ว แต่วันนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทั้งหมด วันที่ 30 ก.ย.จะเชิญผู้ที่มีอำนาจของโรงเรียนมาชี้แจงพร้อมให้ตอบข้อเรียกร้องที่ผู้ปกครองเสนอมาว่าข้อไหนทำได้หรือทำไม่ได้ ถ้าข้อเรียกร้องไหนทำไม่ได้เพราะอะไรต้องชี้แจงและระบุเวลาในการแก้ไขมาให้ชัดเจน ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าเราจะทำงานอย่างเต็มที่ขอให้เชื่อมั่นในกระทรวงศึกษาธิการ พรุ่งนี้ต้องได้คำตอบจากผู้บริหารโรงเรียนแน่นอนและจะแจ้งให้ผู้ปกครองทุกคนได้รับทราบ ขณะที่กลุ่มผู้ปกครองที่มารอคำตอบจากทางโรงเรียนต่างไม่พอใจกับคำชี้แจงของทางโรงเรียน แต่จะให้เวลาตามที่ รมช.ศึกษาธิการ ขอเวลา 1 วันในการเรียกผู้บริหารโรงเรียนมาตอบข้อเรียกร้องที่กลุ่มผู้ปกครองนำเสนอไป ก่อนจะแยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุการณ์ชุลมุนเหมือนช่วงเช้าที่ผ่านมา

    นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงกรณีครูต่างชาติชาวฟิลิปปินส์ ไม่มีใบอนุญาตทำงานร่วมทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนอนุบาลห้องเรียนเดียวกับครูจุ๋มว่า ได้ตรวจสอบการจ้างงานพบว่าที่โรงเรียนมีการจ้างครูไทย 150 คน ครูต่างชาติ 76 คน ส่วนนายมาวิน ชาวฟิลิปปินส์ที่ปรากฏในคลิปใช้ความรุนแรงกระชากแขนเด็ก เข้าไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเมื่อ 26 ม.ค. และขอผ่อนผันอยู่ต่อถึง 26 ต.ค.เนื่องจากสถานการณ์โควิด จะไม่สามารถขอเวิร์กเพอร์มิตได้ เมื่อไปทำงานเป็นครูจึงมีความผิดในข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งนายจ้างจะมีความผิดด้วย ได้ให้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ขอเตือนไปยังโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่จ้างต่างชาติ เชื่อว่ายังมีอีกมาก ขอให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง จะอ้างว่าอยู่ระหว่างทดลองงานจึงไม่มีสัญญาว่าจ้างไม่ได้

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีครูทำร้ายเด็กนักเรียนว่า เรื่องดังกล่าววันนี้เป็นกระแส เป็นปัญหาที่มาเป็นครั้งคราวและเป็นเรื่องๆ สิ่งสำคัญตนได้ฝากไปถึงครูอาจารย์ว่าต้องระมัดระวังเรื่องการลงโทษเด็กอย่างที่สุด วันนี้จะใช้ความรุนแรงไม่ได้ถึงแม้จะมีเจตนาดี ขอฝากไปถึงครูอีก 400,000 กว่าคนด้วยว่า อย่าให้เป็นปัญหาหรือเป็นเงื่อนไขและกลับมาสู่รัฐบาล เพราะเรื่องนี้เป็นกรอบในการทำงานของพวกท่าน ขอฝากองค์กร บุคลากรครูด้วยว่าต้องสื่อสารถึงกันว่าจะทำแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว จะตีแรงๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ จนได้รับบาดเจ็บทำไม่ได้แล้ว วันนี้มีกล้องคลิปวิดีโอเต็มไปหมด อย่าคิดว่าทำอะไรแล้วคนอื่นจะไม่เห็น สิ่งสำคัญที่สุดคือในโซเชียลมีเดียจะขยายความขัดแย้งไปมากยิ่งขึ้น กำชับให้กระทรวงศึกษาฯและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังทั้งเรื่องการลงโทษ การรับน้องใหม่ การบูลลี่ต้องไปแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด

    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า มอบหมายให้นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. เร่งแก้ปัญหาทุกเรื่องที่เกิดขึ้น พบว่ามีประเด็นปัญหาใน 3 เรื่องหลักๆ คือ 1.เรื่องการทำร้ายเด็ก ถือว่าผิดกฎระเบียบของ ศธ. 2.เรื่องพี่เลี้ยงเด็ก มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่มีหน้าที่สอนหนังสือเด็ก หากให้มาสอนหนังสือจะถือว่าเป็นการกระทำผิด และ 3.เรื่องการเก็บค่าธรรมเนียม ต้องเป็นไปตามที่ ศธ.กำหนดและได้ออกประกาศไว้ ส่วนกรณีที่โรงเรียนเปิดรับนักเรียนห้อง EP เกินจำนวนนั้น ตามหลักการขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาของโรงเรียนเอกชนนั้น ผู้ขอใบอนุญาตจะต้องมีการยื่นสถานที่จัดตั้ง จำนวนห้องเรียน ชั้นเรียน จำนวนนักเรียน จำนวนครูผู้สอน หลักสูตรให้ชัดเจน และเป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ถึงจะออกใบอนุญาตจัดตั้งให้ ดังนั้นกรณีนี้ถือว่าไม่ถูกต้องก็ต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ข่าววันนี้ครูจุ๋มครูทำร้ายเด็กอนุบาลครูทำร้ายนักเรียนครูทำโทษเด็กโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 20:15 น.