แพทย์หญิงภริยา ผบช.จเรตำรวจขึ้นโรงพักลพบุรี แจ้งความ หลังนำเงิน 30 ล้าน ฝากในนามสามีครั้งดำรงตำแหน่ง ผบภ.ภ.จว. เมื่อ 6 ปี ก่อน กลับมาขอถอนหุ้นเพื่อไปลงทุนให้คนกู้ ปรากฏว่าเงินคงคลังไม่พอ ได้มาแค่ 3 ล้าน กรรมการต้องไปขอกู้ธนาคารเพิ่ม แต่ไม่รู้จะกู้ได้หรือไม่ เพราะกรรมการ 6 ใน 15 คน เป็นข้าราชการเกษียณ ชี้ไม่มั่นคง ไร้เสถียรภาพ
วันที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์หญิงจีรทัศน์ พานิชอัตรา อายุ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 502/168 หมู่บ้านเมืองใหม่ดอนเมือง แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี เพื่อแจ้งความบันทึกเป็นหลักฐานกรณีที่ พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา อดีต ผบก.ภ.จว. ลพบุรี ขณะนั้น ได้ฝากเงินไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี โดยได้ดอกเบี้ยปีละ 1,350,000 บาท (3,699 บาท/วัน) ต่อมาตนเองได้ติดต่อไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เพื่อถอนหุ้น จำนวน 30,000,000 บาท แต่ทางสหกรณ์ฯ แจ้งว่าไม่สามารถถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้
แพทย์หญิงจีรทัศน์ กล่าวว่า ที่ต้องถอนหุ้นเนื่องจากมีผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปลงทุน โดยเสนออัตราดอกเบี้ยให้ ร้อยละ 8 ต่อปี ติดต่อขอรับเงินคืนตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 63 ที่ผ่านมา จนผ่านมาจนถึงวันที่ 17 ก.ย.63 ตนเองก็ยังไม่ได้รับเงินหุ้นคืน ทำให้เสียประโยชน์ไปจำนวน 14 วัน รายได้กว่า 40,278 บาท จึงได้มาลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
แพทย์หญิงจีรทัศน์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อครั้ง พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผบช.จเรตำรวจ และเป็นประธาน “เครือข่ายรักษ์โลกช่วยประชาชน” ผู้ริเริ่มจัดทำโครงการสติกเกอร์เตือนภัย ป้องกันไวรัส โคโรน่า โควิด-19 อดีตเป็น ผบก.ภ.จว.ลพบุรี เมื่อปี 2558 ช่วงนั้นตนเองเห็นว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่อื่น จึงได้รวบรวมเงินเดือน เงินเก็บ และเงินจากการขายที่ดินมาลงทุนหุ้นสหกรณ์ โดยใช้ชื่อสามี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 ยอดเงินรวมขณะนี้ประมาณ 30 ล้านบาท แต่เมื่อตนเองต้องการที่จะถอนหุ้นกลับถูกบ่ายเบี่ยง และได้เงินสดมาเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น โดยคณะกรรมการสหกรณ์ฯ แจ้งว่า มีเงินคงคลังเพียงเท่านี้ เนื่องจากนำไปลงทุน ซึ่งหากจะทำการถอนทั้งหมด ต้องประชุมคณะกรรมการทั้ง 15 คน เพื่อที่จะกู้ธนาคารอื่นเพื่อมาปิดบัญชีให้ และจะเชิญเข้าร่วมประชุมในวันนี้เพื่อหาข้อสรุป แต่คณะกรรมการกลับแอบประชุมกันไปก่อนหน้าหลายวันแล้ว โดยไม่ชี้แจง หรือแจ้งให้ตนทราบ ทำให้เคลือบแคลงใจ กลัวจะไม่ได้รับเงินคืน
ต่อมา แพทย์หญิงจีรทัศน์ ได้เดินทางไปพบกับนางสุบิน เรืองอุดมสกุล ผอ.กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 1 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เพื่อชี้แจงและสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งทาง ผอ.ได้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าได้รับรายงานมาบ้างแล้ว แต่ตนเองยังไม่ได้เข้าร่วมประชุมเช่นกัน ขอเวลาเพื่อสอบสวนข้อมูลที่แน่ชัดอีกครั้ง ซึ่งทางแพทย์หญิงจีรทัศน์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความโกรธ ว่าคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์จังหวัดลพบุรี จำนวน 15 ท่าน มีข้าราชการเกษียณ 6 คน อีก 9 คนยังรับราชการ
"ในคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ประธานเป็นอดีต ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ซึ่งเกษียณอายุราชการไปนานแล้วยังดำรงตำแหน่งอยู่โดยกินเงินเดือนต่อเดือนประมาณ 1 หมื่นบาท และโบนัสสิ้นปีนับแสนบาท แต่ถ้าหากสหกรณ์ฯ จะขอกู้แบงก์ต่างๆ คงเป็นไปได้ยากเพราะล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการเกษียณ เนื่องจากทางธนาคารต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของสถาบันการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจจังหวัดลพบุรีด้วย จึงเห็นว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี เริ่มสั่นคลอนไม่มีเสถียรภาพ ไม่โปร่งใส และไม่มั่นคง จึงฝากเตือนไปยังข้าราชการตำรวจที่ถือหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจทุกพื้นที่ ควรหมั่นตรวจสอบว่ายังมีเงินที่ตนเองถือหุ้นอยู่หรือไม่"
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจลพบุรี จำกัด ตั้งอยู่ภายใน สภ.เมืองลพบุรี พบว่าที่สหกรณ์ปิดทำการ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้โทรสอบถามไปยัง แพทย์หญิงจีรทัศน์ ทราบว่าตนเองก็ได้พยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์ คณะกรรมการ ตั้งแต่เวลาทำการ เพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่ไม่มีผู้ใดรับสายแม้แต่คนเดียว จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปยังสำนักงานจเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียน และขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน เนื่องจากตนเองผู้ฝากเงิน และผู้ที่ถือหุ้นสหกรณ์ เกรงจะไม่ได้เงินคืน ซึ่งตนขอถอนเงินจำนวน 30 ล้าน ยังได้มาเพียง 3 ล้าน และทราบมาว่า มีข้าราชการบางราย นำเงินลงหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจลพบุรี กว่า 100 ล้านบาท