ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “โชคชัย ศุภวานิช” อดีตกรรมการบริษัทผลิตนมข้นยี่ห้อดัง เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานก่อสร้างบ้านพักตากอากาศหรูบนยอดเขาเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ บุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี ทำให้ความโดดเด่นทางธรรมชาติเสียหาย ขณะที่กรมอุทยานฯจ่อฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 30 ล้านบาท จากแคมป์ช้างชื่อดังเมืองกาญจน์

ศาลสั่งจำคุกอดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนฐานบุกรุกป่ารายนี้ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เผยถึงการดำเนินคดีกับเจ้าของบ้านพักตากอากาศหรูบนยอดเขา เลขที่ 59/1 หมู่ 3 ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ของนายโชคชัย ศุภวานิช อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทผลิตนมข้นยี่ห้อหนึ่ง ที่ปลูกสร้างบนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตร.ว. หลังบุกรุกอุทยานแห่งชาติเอราวัณ และให้เวลา 30 วันในการรื้อถอน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ส.ค.57 เจ้าหน้าที่ได้แจ้งดำเนินคดีอาญากับเจ้าของบ้านพักดังกล่าว ต่อมาพนักงานอัยการ จ.กาญจนบุรี มีคำสั่งฟ้องคดีอาญาต่อนายโชคชัย และศาลจังหวัดกาญจนบุรี นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 3 มี.ค.63 กระทั่งเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ อ 2501/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 625/2563 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี (โจทก์) นายโชคชัย ศุภวานิช (จำเลย)

นายนิพนธ์กล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาสรุปว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง เป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยก่อสร้างบ้านพักตากอากาศหรู 3 หลังติดกัน บนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตร.ว. มีลักษณะถาวรมั่นคง ประกอบกับที่เกิดเหตุอยู่เหนือเขื่อนศรีนครินทร์ ริมหน้าผาสูงชัน เป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศ ย่อมทำให้ความโดดเด่นสวยงามทางธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณเสื่อมสภาพลง พฤติการณ์ของจำเลยนับว่าไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง เป็นเรื่องร้ายแรง คดีไม่มีเหตุรอการลงโทษแก่จำเลย ขณะนี้จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีต่อไป

ในส่วนการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.63 นายปรยุษณ์ ไวว่อง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ นายยุทธพงศ์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติพุเตย ชุดพญาเสือ และเจ้าหน้าที่รวม 20 นาย นำประกาศคำสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันไปติดตั้งหน้าบ้านดังกล่าวแล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาตามประกาศคำสั่ง หากยังดื้อแพ่งไม่รื้อถอน จะถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่งนี้ โทษจำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะรื้อถอนเสร็จสิ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้ทางราชการ 401,607 บาท และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อัตราร้อยละ 25 เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายโชคชัย ศุภวานิช เจ้าของบ้าน ได้ฟ้องอุทยานฯเอราวัณ เป็นคดีปกครอง ต่อมาศาลปกครองกลางได้ยกคำฟ้องของนายโชคชัย และให้รื้อถอนบ้านพักตากอากาศได้ นายโชคชัยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ถือว่าคดีเป็นอันถึงที่สุด

นายนิพนธ์ยังเปิดเผยอีกว่า ส่วนคดีที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ฟ้องดำเนินคดีอาญากับนายทวี หลงสกุล หรือบังตุ๊ อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/1 หมู่ 6 ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี เจ้าของแคมป์ช้างทวีชัย ที่บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดิน เพื่อให้บริการนำเที่ยวช้างในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตรวจยึดพื้นที่ 453 ไร่ 81 ตร.ว. และสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสิน ส่งดำเนินคดี สภ.ลาดหญ้า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ต่อมาอัยการจังหวัดกาญจนบุรี แจ้งคำสั่งไม่ฟ้องนายทวี เนื่องจากผู้ต้องหาเชื่อโดยสุจริตว่าได้มาและครอบครองที่ดินโดยสุจริต และไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นป่า พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีอาญา แต่สามารถฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวได้ภายในอายุความ 10 ปี ขณะนี้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้ทำหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจำนวน 30 ล้านกับนายทวี หลง–สกุล ต่อไป