ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีฆาตกรรมบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ขน 17 แฟ้ม 5,850 หน้า ส่งอัยการสั่งฟ้อง “ชัยวัฒน์” พร้อมพวก 8 ข้อหา ขณะที่ “มึนอ” ภรรยาบิลลี่เชื่อ ความยุติธรรมจะมีแก่ ครอบครัวตัวเอง ส่วน “รองโฆษก อสส.” เผยตั้ง คณะทำงานแล้ว จะเร่งพิจารณาด้วยความรอบคอบให้ทันฝากขังสุดท้ายในเงื่อนเวลาที่เหลืออีก 40 วันหรืออีก 3 ผัด ด้านทนายชัยวัฒน์เพิ่งรู้ข่าวสรุปสำนวนจากสื่อ ระบุลูกความกับพวกต้องรายงานตัวศาลตาม เงื่อนไขประกันตัวทุกนัด โดยนัดต่อไป 2 ม.ค.ปีหน้า
กรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมนายบุญแทน บุษราคำ นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ รวม 4 คน เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังถูกออกหมายจับคดีฆ่ายัดถังเผาบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ อดีตแกนนำกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาหนักอื่นๆอีกหลายข้อหา
ความคืบหน้าในคดีนี้ ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 ธ.ค. น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยา นายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือคดีบิลลี่ สภาทนายความ เข้าพบ พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เพื่อร่วมรับฟังการสรุปสำนวนคดีของพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดีดังกล่าวเพื่อส่งให้อัยการดำเนินคดี
นายสุรพงษ์กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเชิญ น.ส.มึนอเข้าร่วมรับฟังสรุปการสอบสวนสำนวนคดี ก่อนส่งให้อัยการฟ้องร้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวกรวม 4 คน ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายพอละจี เบื้องต้น 8 ข้อหา คือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กักขังหน่วงเหนี่ยว, การใช้อาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำตาม รวมถึงใช้กำลังประทุษร้าย, ปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน จนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ทุจริตเพื่ออำพรางศพ การกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ และอื่นๆอีก 2 ข้อหา ขณะที่ น.ส.พิณนภาหรือมึนอ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทำคดี ไม่รู้สึกเป็นกังวลอะไรโดยเชื่อว่าความยุติธรรมจะมีแก่ครอบครัวของตน
ด้าน พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ ผอ.กองปฏิบัติ การคดีพิเศษภาค ระบุว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอแจ้งไปยังโจทก์แล้วว่าหากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมสามารถยื่นได้ภายในวันที่ 28 พ.ย.62 แต่ที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม หมายความว่า ดีเอสไอสามารถสรุปสำนวน และส่งฟ้องได้ โดยจะนำสำนวนคดีนี้พร้อมหลักฐาน มีทั้งสิ้น 17 แฟ้ม 3 ลัง ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อสั่งฟ้องคดีต่อศาล ยืนยันว่าได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้อย่างละเอียดและครบถ้วนที่สุด ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์และพวกซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวน แต่ได้เปลี่ยนใจร้องขอโดยระบุว่าจะขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร พนักงานสอบสวนได้ให้เวลาถึงวันที่ 28 พ.ย.62 แต่นายชัยวัฒน์ ไม่ได้ส่งคำให้การมา ดังนั้น ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนส่งอัยการ และในชั้นนี้อัยการจะมีเวลาสรุปสำนวนภายใน 40 วัน หรือยังเหลือเวลาในการผัดฟ้องฝากขังอีก 3 ผัด” พ.ต.ท.เชนกล่าว
ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารรัชดา พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าพบนายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อส่งมอบสำนวนเอกสารหลักฐาน ในคดีดังกล่าวพร้อมความเห็นสั่งฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 คดีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีถูกกล่าวหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพนายพอละจี รักจงเจริญ อายุ 31 ปี หรือบิลลี่ นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557
ต่อมานายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า หลังได้รับสำนวนคดีพิเศษที่ 13/2562 ที่กล่าวหา และมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวกรวม 8 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือร่วมกัน ฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดการกระทำอื่นของตน, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีอาวุธฯ, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ, ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันอำพรางศพ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และความผิดตามข้อหาอื่น ในสำนวนมีเอกสารหลักฐาน 17 แฟ้ม ความหนารวม 5,850 หน้า ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ นายฐาปนา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มอบสำนวนให้นายชวรัตน์ วงศ์นะบูรณ์ อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 รับผิดชอบตรวจพิจารณาสำนวนและทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้น
รองโฆษก อสส.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีเนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ยังอยู่ในระหว่างการฝากขังชั้นสอบสวนจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ถือว่าตัวอยู่ในอำนาจการฝากขังของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดังนั้นในวันนี้เป็นการส่งสำนวนให้อัยการเฉพาะเอกสาร ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังอยู่แล้ว ไม่ต้องนำตัวมาพบกับอัยการ ขณะที่คดีนี้สามารถยื่นฝากขังได้ 7 ครั้ง ครั้งละ 12 วัน เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ อธิบดีอัยการมอบหมายให้พิจารณาสำนวนในรูปแบบคณะทำงานอัยการ มีอัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ในทางปฏิบัติจะพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ขณะที่คดีนี้เหลือเวลาฝากขังอีกประมาณเดือนเศษ จะเร่งพิจารณาสำนวนด้วยความรอบคอบให้ทันภายในกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย หากอัยการมีความเห็นสั่งคดีไปในทางใด จะแจ้งให้ผู้ต้องหารับทราบผลต่อไป
...
นายประยุทธกล่าวต่อว่า สำนวนนี้ส่งเข้ามาในช่วงจะครบฝากขังครั้งที่ 4 จากกรอบระยะเวลาการฝากขัง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษและอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 หลักการท่านจะรู้อยู่แล้วว่าการพิจารณาสำนวนคดีมีเงื่อนเวลาเกี่ยวข้องเหลือเวลาอีก 40 วัน ดังนั้นจะพิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเงื่อนเวลา หากไม่มีเหตุจำเป็นให้ล่วงเลยระยะเวลาฝากขังที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด 7 ครั้ง
ด้านนายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความนายชัยวัฒน์เปิดเผยว่า ในการส่งสำนวนของดีเอสไอ ให้อัยการนั้น ทราบจากข่าวที่สื่อมวลชนเผยแพร่ ระหว่างตัวผู้ต้องหานั้นดีเอสไอไม่ได้แจ้งเรื่องส่งสำนวนให้ทราบ ส่วนนายชัยวัฒน์และกลุ่มที่ถูกกล่าวหาจะยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการในการพิจารณาประเด็นใดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยังไม่ได้พูดคุยหารือกับลูกความต้องรอหารือกันก่อน ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ทราบว่ามีความละเอียดอย่างไรบ้าง ต้องให้อัยการพิจารณาสำนวนแล้วเมื่อมีความเห็นจะแจ้งนัดให้ผู้ต้องหามารับทราบต่อไป อย่างไรก็ตามระหว่างนี้นายชัยวัฒน์กับพวก ต้องไปรายงานตัวกับศาลตามเงื่อนไขการประกันตัวทุกนัด นัดล่าสุดจะต้องรายงานต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค.63