จิตแพทย์-เตือน สังคมอย่ากดดัน

ส่อโดนข้อหาหนัก “หนุ่มแว่นหัวร้อน” ด่าทอดูหมิ่นหนุ่มรถปิกอัพขับชนท้ายเก๋งป้ายแดงของตัวเองโดนคุมตัวข้ามคืนนำไปสอบเพิ่มเติมข้อหาหนักในเซฟเฮาส์ตามคำแนะนำของพนักงานอัยการ หลังตำรวจส่งสำนวนให้ตรวจเบื้องต้นพร้อมคลิปตัวเต็ม ผบก.ภ.จ.นครปฐม เผยหากสอบไม่เสร็จตามอำนาจควบคุมตัว 48 ชั่วโมง จะส่งฝากขังนำตัวมาสอบสวนต่อ ขณะที่ประธานสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบันหอบหลักฐานแจ้งกองปราบปรามขอให้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 โต้ญาติอ้างป่วยโรคซึมเศร้าต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน และควรเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วย

งานเข้าไม่เลิกหนุ่มแว่นหัวร้อน นายรชฏ หวังกิจเจริญสุข อายุ 24 ปี ด่ากราดนายนันทวัฒน์ กมลรัมย์ อายุ 22 ปี คนขับรถปิกอัพโตโยต้า ทะเบียน 1 ฒศ 9802 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายรถเก๋งฮอนด้าซีวิคสีเทา ทะเบียนป้ายแดง ข-0906 สมุทรปราการ ของตัวเอง ขณะกลับรถบนถนนพุทธมณฑลสาย 4 อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ต.ค. โดยนายรชฏคุยเขื่องเป็นลูกเศรษฐีมีรถป้ายแดงคันละล้านสอง ดูถูกฝ่ายตรงข้ามและคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งคนสำคัญ อาทิ นายกรัฐมนตรี หนุ่มคู่กรณีโพสต์คลิปออกสู่สาธารณะทำให้หนุ่มแว่นหัวร้อนถูกชาวเน็ตถล่มยับ ซึ่งคดีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริษัทประกันภัยของทั้งสองฝ่ายเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ แต่คดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องยังไม่ยุติ ตำรวจดำเนินคดีนายรชฏในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า นอกจากนี้ คณะกรรมการ บริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด นายจ้างของนายรชฏ มีมติให้นายรชฏพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทในวันเดียวกัน

...

ความคืบหน้าการดำเนินคดีตี๋แว่นหัวร้อน เมื่อ วันที่ 24 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแม่และภรรยาพานายรชฏเข้ามอบตัวที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อตอนค่ำวันที่ 23 ต.ค. มีประชาชนเดินทางมาปักหลักหน้าโรงพักอย่างต่อเนื่องจนแทบล้นโรงพักราว 500 คน พ.ต.อ.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบก.ภ.จ.นครปฐม ต้องเดินทางมาอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ และประสานขอกำลัง นปพ.กก. สส.ภ.จ.นครปฐม โรงพักใกล้เคียง และทหาร กอ.รมน. มาเสริมป้องกันเหตุบานปลาย พร้อมให้ตำรวจขับรถนำแม่และภรรยาของนายรชฏกลับบ้านก่อน แต่ก็ยังไม่วายกลุ่มคนไทยที่ต้องการจะมาดูหน้านายรชฏ เข้ามารุมล้อมด่าทอ กระทั่งทราบว่านายรชฏไม่ได้ออกมาด้วย ถึงยอมปล่อยให้รถผ่าน ส่วนนายรชฏตำรวจเก็บตัวไว้ที่ สภ.พุทธมณฑล เพื่อสอบปากคำ ขณะที่กลุ่มมวลชนที่ดักรออยู่หน้าโรงพักได้สลายตัวไปเมื่อเวลา 02.30 น. หลังปักหลักรอราว 8 ชั่วโมง

ต่อมาเวลา 10.00 น. กองทัพนักข่าวแขนงต่างๆ ทยอยมาที่ สภ.พุทธมณฑล เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี แต่ไม่พบแม้เงาของตี๋แว่นหัวร้อน ทราบเพียงว่าถูกคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ บก.ภ.จ.นครปฐม เพื่อความปลอดภัยเพราะเกรงกลุ่มที่ไม่พอใจนายรชฏจะมาชุมนุมดักดูโฉมหน้าอีก ขณะที่ตำรวจใน บก.ภ.จ.นครปฐม ต่างพากันปิดปากเงียบไม่มีใครปริปากถึงที่อยู่ของนายรชฏเช่นกันเพราะเกรงเหตุบานปลาย

พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผบก.ภ.จ.นครปฐม เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.พุทธมณฑล และชุดสืบสวน บก.ภ.จ.นครปฐม กำลังสอบสวนนายรชฏ แต่ขออุบไว้ก่อนว่าอยู่ที่ไหนเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เมื่อช่วงเช้าพนักงานสอบสวนได้ประสานงานกับทางอัยการ เพื่อให้ตรวจสำนวนเบื้องต้นก่อนส่งฟ้องต่อศาลแขวง โดยตำรวจตั้งข้อกล่าวหาไว้ 2 ข้อหา ดูหมิ่นซึ่งหน้า และทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา พนักงานอัยการตรวจสำนวน พร้อมคลิปเต็มที่ผู้เสียหายถ่ายไว้ แนะนำให้การสอบสวนประเด็นอื่นเพิ่มเติม หากยังสอบสวนไม่เสร็จจะส่งฝากขังต่อศาลในวันที่ 25 ต.ค. เนื่องจากควบคุมตัวครบ 48 ชั่วโมงแล้ว และ อาจขอตัวมาควบคุมที่โรงพักเพื่อสอบสวนต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม เป็นคดีหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112 นอกจากนี้ ตำรวจยังต้องรอผลพิสูจน์จากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ว่าเป็นโรคจิต หรือเป็นโรคซึมเศร้าตามที่พ่อแม่ให้การไว้กับตำรวจหรือไม่

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบันเข้าพบ ร.ต.อ.สมพิศ อ่อนมา รอง สว. (สอบสวน) กก.5 บก.ป. แจ้งความดำเนินคดีกับนายรชฏ หรือตี๋แว่น หนุ่มซีวิคเลือดร้อน ตามมาตรา 112 ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และหมิ่นประมาทคนไทยทั้งประเทศ พร้อมนำคลิปวิดีโอและภาพถ่ายจากเฟซบุ๊ก รวมทั้งข้อความคำพูดของนายรชฏที่มีการกล่าวจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง และด่าคนไทยทั้งประเทศมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

นายราเชน เปิดเผยว่า รับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายรชฏ กล่าวดูถูกคนไทย จาบจ้วงสถาบัน จึงเข้ามาแจ้งความที่กองปราบ เพื่อให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องปรามไม่ให้บุคคลอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตนคิดว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นกับใครก็ได้แต่หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ไม่ควรมาดูถูกด่าทอคนไทยทั้งประเทศแบบนี้ ที่ญาติออกมาระบุว่า นายรชฏป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้น หากป่วยจริงต้องมีใบรับรองจากแพทย์มายืนยัน และควรเพิกถอนใบอนุญาตการขับขี่ด้วย เพราะพอเกิดมีปัญหาแบบนี้ จะมาอ้างว่าป่วยคงไม่น่าจะใช่

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ถึงกรณีหนุ่มหัวร้อนว่า ไม่อยากให้สื่อและสังคมเจาะลึกไปถึงชีวิต หรืออาการป่วยของหนุ่มคนดังกล่าว กรณีที่เกิดขึ้นต้องมองกลับกัน หากเป็นเรามีภาวะความเครียดในชีวิตประจำวัน หลายครั้งเราก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเราป่วยหรือไม่ คนปกติก็มีอารมณ์วีนได้ตลอด สิ่งสำคัญเราควรจัดการความเครียดและควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนดีกว่า หากให้ตอบถึงเคสนี้ จริงๆก็ต้องบอกว่า จากลักษณะอาการที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่อาการหลักของโรคซึมเศร้า แต่อาจเป็นผลจากภาวะอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่อาการของโรค สิ่งสำคัญขออย่าไปเจาะลึกชีวิตเขา เพราะหากเป็นเราและเกิดควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทำอะไรลงไป สุดท้ายโดนตำหนิ ไม่ใช่แค่ตัวเองแต่ครอบครัวยังได้รับผลกระทบไปด้วย เจ้าตัวก็จะเครียดมากยิ่งขึ้น

...