ตงกัต-อาลี ปลาไหลเผือกสัญชาติมาเลย์ เขย่าเวทีสุขภาพอาเซียน มีดีเสริมสมรรถภาพเพศชาย เพิ่มจำนวนอสุจิ ต้านความชรา และเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ในการประชุมวิชาการมหกรรมสุขภาพอาเซียน ครั้งที่ 2 จัดโดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยปีนี้มี 8 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา และไทย โดยแต่ละประเทศได้นำนวัตกรรมดูแลสุขภาพตามปรัชญาตะวันออกมาจัดแสดง และยังรวมนักวิชาการจากทั้ง 8 ประเทศมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า งานประชุมวิชาการครั้งนี้แต่ละประเทศนำข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ อาทิ ประเทศเวียดนาม นำเสนองานวิจัยว่านแร้งคอคำ กับการรักษาต่อมลูกหมากโต และเนื้องอกมดลูก ซึ่งตรงกับภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านของไทยเช่นกัน ประเทศมาเลเซีย นำเสนอสมุนไพรพื้นบ้าน ปลาไหลเผือก หรือ ตงกัต-อาลี หรือรู้จักทั่วไปในชื่อ โสมมาเลย์ ช่วยเพิ่มพลังและสุขภาพเพศชาย และยังเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนประเทศเมียนมา นำเสนอการรักษาอัมพาตใบหน้า ด้วยการแพทย์แผนเมียนมา ปัญจกรรม การฝังเข็มและการให้ยาสมุนไพรร่วมด้วย
ดร.แอนนี่ จอร์ช หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ บริษัทไบโอทรอพิคส์ เมืองเบอฮัต ประเทศมาเลเซีย กล่าวถึงคุณสมบัติของ ตงกัต-อาลี หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า โสมมาเลย์ (ปลาไหลเผือก) ว่า ตงกัต-อาลี พบมากในมาเลเซีย เวียดนาม ชวา สุมาตรา ไทย และบอร์เนียว โดยร่วมมือในการวิจัยระหว่างสถาบันเอ็มไอทีกับรัฐมาเลเซีย จดทะเบียนสิทธิบัตรระดับโลก และสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ช่วยปรับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้เพิ่มขึ้น 48.6% เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย และเพิ่มจำนวนอสุจิ รวมถึงมีคุณสมบัติในการต้านความชรา อีกทั้งยังช่วยเสริมสมรรถนะด้านกีฬา ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก เพิ่มความอึด ลดความเครียด ลดระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นตัววัดความเครียด
ด้าน รศ.ดาวคิน เมียว มินท์ หัวหน้าสำนักงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ดั้งเดิม มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา นำเสนอการบำบัดโรคอัมพาตใบหน้าด้วยการแพทย์เมียนมา โดยระบุว่า ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคอัมพาตใบหน้าด้วยการแพทย์ดั้งเดิม มีใช้กันหลายวิธี ทั้งการแพทย์เมียนมา ปัญจกรรม ฝังเข็ม ตลอดจนการให้ยารับประทานและยาใช้ภายนอก โดยใช้น้ำมันยาร่วมกับสมุนไพรและการออกกำลังกาย แต่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือ การกดจุดบริเวณศีรษะและใบหน้า ทั้งจุดหลักและจุดเสริม โดยผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายหน้ากระจกเสริมด้วยวันละ 5 ครั้ง โดยทำท่าเลิกคิ้ว หลับตายิ้มแบบปิดปาก ทำแก้มป่อง ย่นจมูก เป็นต้น
ส่วนของการพยากรณ์โรคอัมพาตใบหน้านั้นพบว่า กว่า 70% ฟื้นคืนตัวได้เต็มที่ประมาณ 20-30% เป็นอัมพาตถาวรประมาณ 7% และสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้ในระยะเวลา 10 ปี ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เกิดจากอายุที่มากกว่า 60 ปี มีอาการเป็นหนักและเส้นประสาทเสียหายมาก เงื่อนไขทางสุขภาพที่มีโรคอื่นเกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น.