ลูกช้างป่าบาดเจ็บจากถูกเหยียบ อุทยานฯกุยบุรี ส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้น้ำลดความร้อน และทำหลังคากันแดด ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติส่งผู้เชี่ยวชาญประเมินสถานการณ์ เพื่อนำลูกช้างออกจากป่าเคลื่อนย้ายไปพักรักษาตัวที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย...
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 ธ.ค.61 ความคืบหน้ากรณี ลูกช้างป่าอายุประมาณ 5-6 ปี ยังไม่สามารถระบุเพศได้ ลักษณะอ้วนท้วมสมบูรณ์ ถูกช้างเพศผู้เหยียบระหว่างการต่อสู้แย่งเพศเมียในช่วงฤดูผสมพันธ์ ซึ่งเป็นช้างโขลงใหญ่จำนวน 18 ตัว ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังขวา ล้มลงนอนตะแคงอยู่บริเวณร่องเขา หมู่ 6 ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ใกล้กับชายแดนไทย-เมียนมา โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.
นายทัศเนศวร์ เพชรคง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงกชพร พิมพ์สิน นายสัตวแพทย์ประจำสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี และทีมสัตว์แพทย์เข้าตรวจอาการลูกช้างป่า พบว่าขาหลังขวาเริ่มบวมอักเสบจนไม่มีแรงพยุงตัว จึงได้ทำการฉีดยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะจำนวน 2 เข็ม เพื่อเป็นการบรรเทาอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นที่สามารถทำได้สาเหตุจากเจ้าหน้าที่ทั้งหมดต้องออกจากจุดเกิดเหตุมายังพื้นที่ปลอดภัย เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศเข้าสู่ช่วงกลางคืน และมีโขลงช้างป่าขนาดใหญ่อีก 17ตัว ออกหากินในละแวกดังกล่าว และเดินตรงมายังจุดที่ลูกช้างนอนอยู่ อาจเกิดอันตรายแก่เจ้าหน้าที่หากอยู่ในจุดเกิดเหตุ
...
นายทัศเนศวร์ กล่าวว่า หลังจากปรึกษาเรื่องแนวทางการรักษาลูกช้างป่าไปยังผู้บังคับบัญชา ล่าสุดอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งให้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าจากกรมอุทยานฯ และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ลงพื้นที่ประเมินอาการบาดเจ็บล่าสุด เพื่อวางแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยกับลูกช้างป่ามากที่สุด คาดว่าทีมงานจากส่วนกลางจะเดินทางถึงพื้นที่ในช่วงเย็นวันนี้
ส่วนบริเวณที่ลูกช้างป่านอนเจ็บอยู่นั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทำหลังคาเพื่อกันแดด และคอยราดน้ำที่ตัวลูกช้าง เพื่อลดความร้อนจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด และพยายามจะหักยอดอ่อนของหน่อสับปะรดไปวางไว้ใกล้เพื่อให้ลูกช้างใช้งวงจับเข้าปากกินเป็นอาหารและคอยหยอดน้ำใส่ปากและงวง เพราะลูกช้างอดอาหารเข้าวันที่ 2 เกรงจะไม่มีแรงและอ่อนเพลียมากขึ้นได้ ซึ่งจากการสังเกตอาการล่าสุดพบว่า วันนี้ลูกช้างขาหลังด้านขวาเหมือนจะมีแรงมากขึ้น ยังคงตะเกียดตะกายเพื่อพยายามจะลุกขึ้นยืนตลอดเวลา แม้ว่าจะยังคงมีอาการบวมอยู่ หลักจากที่เมื่อวานนี้ได้รับการรักษาเบื้องต้นจากสัตวแพทย์หญิงกชพร พิมพ์สิน นายสัตวแพทย์ประจำสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ฉีดยาลดปวดและยาปฏิชีวนะเพื่อแก้อาการอักเสบที่ขาหลังด้านขวาให้กับลูกช้าง
ต่อมาเวลา 17.30 น. นายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงสุนิตา วิงวอน นายสัตวแพทย์ประจำกลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงพื้นที่ประเมินอาการบาดเจ็บล่าสุด เพื่อวางแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยกับลูกช้างป่ามากที่สุด โดยสัตวแพทย์ได้ตรวจอาการบาดเจ็บของลูกช้างป่า อายุ 5-6 ปี สามารถระบุเพศได้เป็นเพศผู้
ซึ่งพบว่า ส่วนขาหลังด้านขวายังคงบวม และมีอาการบวมที่บริเวณสะโพกใกล้กับกระดูกสันหลังร่วมด้วย รวมถึงเริ่มพบอาการท้องอืดในลูกช้างซึ่งส่งสัญญาณอันตราย เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วเห็นควรเคลื่อนย้ายลูกช้างป่าออกไปรักษาอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ที่เหมาะสมและใกล้ที่สุด เพราะมีความเป็นห่วงว่า อาจมีอาการบาดเจ็บภายในที่ไม่ได้ปรากฏเป็นบาดแผล เช่น อาการฟอกชำภายใน หรือภาวะเครียดในลูกช้าง ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกช้าง และการนอนตะแคงด้านเดียวถึงสองวัน ลูกช้างเริ่มมีภาวะท้องอืดเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ควรต้องรีบเอกซเรย์เพื่อหาอาการบาดเจ็บว่าเกิดจากกระดูกแตกหักหรือแค่กล้ามเนื้ออักเสบ และรักษาด้วยการพยุงลูกช้างให้ลุกขึ้นให้สามารถยืนได้เพื่อช่วยชีวิตก่อน หากโชคดีลูกช้างจะหายได้เป็นปกติเพราะยังเป็นช้างเด็ก แต่หากสุดท้ายจะไม่สามารถเดินได้แต่ยังมีโอกาสมีชีวิตรอด
...
นายสวัสดิ์ เปิดเผยว่า หลังประชุมร่วมกับทุกฝ่าย และทีมสัตวแพทย์เห็นควรเคลื่อนย้ายเพื่อรีบรักษาอาการบาดเจ็บของลูกช้างนั้น ตนจึงได้สั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรีประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่ในพื้นที่และรีบเตรียมทุกอย่างให้พร้อมกับการเคลื่อนย้ายลูกช้างในวันพรุ่งนี้ ทั้งรถบรรทุกหกล้อ อุปกรณ์ช่วยพยุงลูกช้าง ฯลฯ ซึ่งก่อนขนย้าย สัตวแพทย์จะฉีดยาซึมให้ลูกช้างเพื่อไม่ให้บาดเจ็บเพิ่ม โดยจะเคลื่อนย้ายไปพักรักษาตัวเป็นการชั่วคราวที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จนกว่าลูกช้างป่าจะหายดีและนำกลับคืนสู่ป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรีได้ในที่สุด.