ผอ.สำนักชลประทานที่ 13 เผย เขื่อนแม่กลองผันน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปีนี้มีน้ำกักเก็บเต็ม 2 เขื่อนถึง 10,000 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ฤดูแล้งปีหน้า เกษตรกรยิ้มได้มีน้ำพอแน่นอน...
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ส.ค.61 นายไพรัตน์ ทับประเสริฐ ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา รักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า จากกรณีคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ในช่วงเดือน สิงหาคม และกันยายนนี้ มีมติปรับแผนการระบายน้ำ ระหว่างวันที่ 23 ส.ค. ถึง 3 ก.ย.รวม 12 วัน ระบายน้ำเฉลี่ย 53 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยระบายผ่านช่องทางปกติ วันละ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และผ่านทางน้ำล้น (Spillway) วันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับการบริหารจัดการน้ำได้ร่วมกันระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) กับทางกรมชลประทาน ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลองมีเขื่อนใหญ่อยู่ 2 เขื่อนก็คือเขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ กับเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ โดยทั้งสองเขื่อนได้ระบายน้ำลงมาเพื่อบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนแม่กลองตรงนี้ ก็เพื่อส่งเข้าระบบการรักษาบำรุง รักษาภูมิประเทศ และนำไปผลักดันน้ำเค็มในส่วนที่ที่ติดชายทะเล อีกส่วนหนึ่ง ได้นำไปช่วยในพื้นที่แม่น้ำท่าจีน โดยผันไปทางคลองท่าสาร-บางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม น้ำอีกส่วนหนึ่งได้นำไปช่วยคนในกรุงเทพฯ โดยผ่านทางคลองประปา ซึ่งคลองประปาจะนำไปผลิตน้ำประปาที่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อช่วยชาวกรุงเทพฯ ที่อยู่ฝั่งตะวันตก
สำหรับพื้นที่เขตชลประทานที่รองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝน มีอยู่จำนวน 2 ล้าน 8 แสนไร่ ช่วงนี้ก็จะเห็นได้ว่าชาวเกษตรกร เช่น ชาวไร่ ชาวนา ก็เริ่มทำการปักดำและก็เตรียมแปลงที่จะปลูกข้าวแล้ว ซึ่งเราส่งน้ำเข้าระบบนั้นได้เพื่อช่วยผ่อนคลาย ประกอบกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับคำสั่งจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ช่วยบรรเทากรณีที่เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ปล่อยน้ำลงมา โดยให้ช่วยบรรเทาด้วยการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราษฎรในบริเวณลำน้ำและในบริเวณพื้นที่ริมตลิ่ง
...
การระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้ปล่อยได้วันละ 53 ลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ได้รับอนุญาตให้ปล่อยอยู่ที่วันละประมาณ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร การระบายน้ำลงมาของทั้ง 2 เขื่อน ก็จะมีผลกระทบบ้างเล็กน้อยบางส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอไทรโยค เพราะบางส่วนมีการรุกล้ำลำน้ำและเมื่อมวลน้ำทั้ง 2 เขื่อนไหลมาบรรจบกันที่บริเวณต้นแม่น้ำแม่กลอง หรือ ที่บริเวณท่าน้ำหน้าเมืองกาญจนบุรี ก็จะมีปริมาณน้ำที่นอกเหนือจากการระบายของทั้ง 2 เขื่อนเติมเข้ามาด้วย เช่น น้ำมาจากห้วยแม่น้ำน้อย ห้วยบ้องตี้ และลำน้ำภาชีที่มาจากจังหวัดราชบุรีทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ส่วนแม่น้ำแควใหญ่ ก็จะมีปริมาณน้ำไหลมาจากห้วยลำตะเพิน อีกทั้งมีปริมาณฝนที่ตกอยู่ท้ายเขื่อนก็จะไหลมารวมกัน ที่บริเวณริมน้ำหน้าเมืองหรือต้นน้ำแม่กลองทั้งหมดเช่นกัน
การบริหารจัดการน้ำของของเขื่อนแม่กลอง ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ปล่อยน้ำด้านท้ายลงไปวันละประมาณ 108 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ประมาณ 916 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนน้ำที่เหลือเราได้นำเข้าสู่ระบบไป ถ้าคิดเป็นปริมาตรน้ำมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจำนวนดังกล่าวก็ได้กระจายออกไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ กับผู้ที่อยู่ด้านท้ายน้ำแม่น้ำแม่กลอง แต่ถ้ามีการเพิ่มการระบายน้ำก็จะมีการแจ้งไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)ของแต่ละจังหวัด โดยแจ้งไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด และแจ้งไปที่ชลประทาน เพื่อช่วยสนับสนุนการบรรเทา ในการลดระดับน้ำที่จะก่อความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่อยู่ด้านท้ายน้ำด้วย
เขื่อนแม่กลองตรงนี้มีการออกแบบไว้ คือ น้ำที่จะไหลผ่านตรงนี้ จำนวน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและมีคันกั้นน้ำบริเวณสองข้าง แม่น้ำแม่กลองไปตลอดสาย จากสภาพเมื่อปี 2507 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 54 ปีแล้ว สภาพการใช้น้ำของแม่น้ำแม่กลองตั้งแต่ด้านท้ายลงไปจนถึงคันกั้นน้ำ ก็มีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปบ้าง เพราะน้ำไม่ได้ผ่านหรือไม่ได้ขึ้นมาก็จะมีผู้คนเข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ติดริมน้ำ ขณะนี้ ส่วนที่ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากช่องระบายน้ำจะต้องระบายน้ำไม่เกิน 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ว่า ช่องระบายสามารถระบายได้ถึง 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งก็ต้องเป็น จุดที่เฝ้าระวังในเรื่องของพื้นที่เสี่ยงที่ว่าน้ำจะไปทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน
ถามว่ากรณีปีนี้มีน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้น้ำทั้ง 2 เขื่อนเต็มอ่างแล้ว ทั้ง 2 เครื่องมีความจุอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เป็นน้ำที่ใช้การได้ ซึ่งน้ำที่ใช้การได้ในช่วงฤดูฝน เราใช้อยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนในช่วงฤดูแล้งเราใช้อยู่ที่ประมาณ 4000ล้าน ลบ.ม. เพราะฉะนั้นปริมาณเก็บกักน้ำของทั้งสองเขื่อนรวมกัน ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าเกษตรกรก็จะยิ้มได้ เพราะสามารถนำน้ำไปใช้ทางด้านเกษตรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง.